นายแพทย์อภิชาติ รอดสม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ให้การต้อนรับนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในโอกาสที่มาร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มอบกระเช้าเยี่ยมไข้เป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วย ภายหลังลงพื้นที่ติดตามโครงการยกระดับโรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลศูนย์ของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา และงานนโยบายด้านสาธารณสุขของจังหวัดกาญจนบุรี ณ หอผู้ป่วยกาญจนภิเษก ๒ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี
พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี,นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ติดตามโครงการยกระดับโรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลศูนย์ของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา และงานนโยบายด้านสาธารณสุขของจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลและโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕
วันนี้ (19 พฤษภาคม 2555) ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมร่วมกับผู้บริหารในจังหวัดสุพรรณบุรีที่ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายจุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม เพื่อติดตามโครงการพัฒนาของจ.สุพรรณบุรีที่จะนำเสนอเข้าที่ประชุมครม.สัญจรอย่างเป็นทางการที่จ.กาญจนบุรี ในวันพรุ่งนี้ ว่า ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้ติดตามดูแลโครงการของจ.สุพรรณบุรี จากการประชุมร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ สำนักงบประมาณ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้พิจารณาโครงการต่างๆ ที่จังหวัดสุพรรณบุรีเสนอจำนวนโครงการเร่งด่วน 4 โครงการ วงเงินงบประมาณทั้งหมด 109.28 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการเสริมดินปากท่อและสะพาน เพื่อป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด 2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันน้ำท่วมในสถานพยาบาลใน อ.เมือง อ.บางปลาม้า และอ.สองพี่น้อง 3.โครงการปรับปรุงพัฒนาเมืองโบราณอู่ทอง อ.อู่ทอง และ 4.โครงการพัฒนาการระบายน้ำคลองรางอีไพ
นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวต่อว่า สภาพัฒน์ฯ ได้ตรวจสอบความเหมาะสมแล้ว เห็นว่าเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด กลุ่มจังหวัด และมีความพร้อมด้านสถานที่แบบก่อสร้างและสามารถที่จะใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในจ.สุพรรณบุรีได้ คณะผู้ร่วมตรวจราชการทั้งหมด เห็นชอบกับ 4 โครงการดังกล่าว โดยจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในวันพรุ่งนี้ และมั่นใจว่าจะได้รับอนุมัติ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ พ.ศ.2555
**************************** 19 พฤษภาคม 2555
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เผยผลตรวจน้ำมะนาวเทียม พบปริมาณวัตถุกันเสียอยู่ในเกณฑ์กฎหมายกำหนด แนะวิธีเลือกซื้อน้ำมะนาวเทียม เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ช่วงนี้มะนาวยังมีราคาแพง ทำให้ร้านอาหารหลายร้านลดต้นทุนการผลิตด้วยการหันมาใช้น้ำมะนาวเทียม ซึ่งเป็นวัตถุแต่งกลิ่นรสที่ผลิตขึ้นเพื่อทดแทนน้ำมะนาว โดยอาจมีการใช้กรดซิตริก แทนการใช้น้ำมะนาวบางส่วนหรือทั้งหมด และอาจมีการใช้สีสังเคราะห์เพื่อแต่งสีให้ใกล้เคียงกับสีของน้ำมะนาว รวมทั้งอาจมีการใช้วัตถุกันเสีย เพื่อยืดอายุของผลิตภัณฑ์ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 223) พ.ศ.2544 ระบุว่าน้ำมะนาวเทียม จัดเป็นวัตถุกันเสียแต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ ซึ่งต้องแสดงฉลากมีข้อความเป็นภาษาไทยที่ระบุชื่ออาหาร และข้อความว่า วัตถุแต่งกลิ่นรสเลียนธรรมชาติ เลขสารบบอาหาร วัตถุประสงค์หรือประโยชน์ในการใช้ วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุ ชนิดและปริมาณของสีที่ผสม (ถ้ามี) คำแนะนำในการเก็บรักษา เดือนปีที่ผลิต หรือวันเดือนปีที่หมดอายุ จากการรวบรวมข้อมูลผลการวิเคราะห์ทางเคมีของตัวอย่าง “น้ำมะนาวเทียม” ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน รวม 30 ตัวอย่าง แบ่งเป็นตัวอย่างที่ได้จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 23 ตัวอย่าง รับจากผู้ผลิต 3 ตัวอย่าง เก็บจากตลาด 4 ตัวอย่าง เพื่อตรวจวิเคราะห์วัตถุกันเสีย สีสังเคราะห์ และปริมาณกรดซิตริก มีผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดังนี้ 1. พบวัตถุกันเสีย คือ กรดเบนโซอิก 9 ตัวอย่าง ในปริมาณตั้งแต่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถึง 370 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 2. พบสีสังเคราะห์เพื่อให้มีสีเหลือง เช่น ตาร์ตราซีน 25 ตัวอย่าง ในปริมาณ 1.3– 5.8 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมีการเติมสีสังเคราะห์อื่น เช่น เอโซรูบีน ซันเซต เยลโลว์ เอฟซีเอฟ และปองโซ 4 อาร์ ในปริมาณ 0.1-0.6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 3. พบปริมาณกรดซิตริก 3.3-10.8 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร สำหรับการตรวจน้ำมะนาวที่คั้นจากผลมะนาว พบปริมาณกรดซิตริก 6.9 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ทั้งนี้ปริมาณวัตถุเจือปนอาหารที่พบ ไม่เกินกำหนดตามบัญชีท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 (พ.ศ. 2547) ของอาหารทั่วไป คือ วัตถุกันเสียกรดเบนโซอิก ใช้ได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สีตาร์ตราซีน ใช้ได้ไม่เกิน 70 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณกรดซิตริกที่พบ เป็นปริมาณที่พบได้ในน้ำมะนาวตามธรรมชาติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้บริโภค ควรเลือกใช้น้ำมะนาวเทียมที่ข้างขวดมีเครื่องหมาย อย. เท่านั้น ไม่ควรใช้น้ำมะนาวเทียมที่แบ่งขายใส่ถุง เพราะกระบวนการผลิตอาจไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ นอกจากนี้ อาจมีปริมาณกรดซิตริกสูงเกินมาตรฐาน ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ หรือบริเวณทวารหนักได้ ดังนั้นคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารหรือโรคกรดไหลย้อนควรระมัดระวัง จึงควรใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีรสเปรี้ยวอื่นๆ ทดแทน เช่น มะขามเปียก มะดัน ตะลิงปิงคณะรัฐมนตรีเยี่ยมติดตามโครงการยกระดับโรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลศูนย์ และงานนโยบายด้านสาธารณสุขของจังหวัดกาญจนบุรี วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ณ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
นายแพทย์อภิชาติ รอดสม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ในวันที่ ๑๙ - ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ นี้ จะมีการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา บุรณศิริ) มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามโครงการยกระดับโรงพยาบาลทั่วไป เป็นโรงพยาบาลศูนย์ และงานนโยบายด้านสาธารณสุขของจังหวัดกาญจนบุรี ๗ เรื่อง ได้แก่ ๑) การบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด และการควบคุมยาและสารตั้งต้น ๒)การพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและศูนย์สาธารณสุขชุมชนเขตเมือง แพทย์ประจำครอบครัว (หมอใกล้บ้าน ใกล้ใจ) รวมทั้งระบบการให้คำปรึกษาทางไกล (Telemedicine) ผ่านโปรแกรม Skype ๓) ลดความเหลื่อมล้ำ ๓ กองทุน ในประเด็นเจ็บป่วยฉุกเฉิน ไม่ถามสิทธิ์ ๔) สร้างนำซ่อมสุขภาพ ในโครงการสุขภาพดีวิถีไทย และมะเร็ง ๕) ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ ๖)อาหารปลอดภัย เมนูชูสุขภาพ และ ๗)ลดโรค เพิ่มสุข ๗๐ ปีไม่มีคิว รวมทั้งการฝากครรภ์คุณภาพ และพัฒนาการเด็กปฐมวัย
ด้าน นพ.สมเจตน์ เหล่าลือเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา กล่าวว่า โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาเป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาด ๔๔๐ เตียง ได้รับการยกฐานะจากโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิระดับสูงเป็นระดับตติยภูมิ มีศักยภาพให้บริการทางการแพทย์ครอบคลุมตามมาตรฐานระบบบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ รองรับการให้บริการผู้ป่วยในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ทั้ง ๑๓ อำเภอ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรรวมทั้งจังหวัด ๘๓๖,๘๐๗ คน คนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว ประมาณ ๓๓๔,๑๘๗ คน รวม ๑,๑๗๐,๙๙๔ คน และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดกาญจนบุรีอีกประมาณ ๔,๕๘๓,๖๓๐ คนต่อปี ปัจจุบันให้บริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ยวันละ ๑,๕๑๑ ราย อัตราการครองเตียงเฉลี่ย ๑๐๔.๐๒ % โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาได้จัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan ปี ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙) สอดคล้องกับ Service Plan ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มเติมในสาขาหลัก/สาขารอง สาขาเฉพาะทาง และศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง สาขาอุบัติเหตุและฉุกเฉิน สาขาโรคหัวใจและหลอดเลือด สาขาโรคมะเร็ง สาขาทารกแรกเกิด สาขาอาชีวอนามัยสิ่งแวดล้อม และเป็นศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ระดับตติยภูมิในภาวะภัยพิบัติ โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนามีการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการให้การรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนในระดับเชี่ยวชาญ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและมีราคาแพง รองรับการเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายในการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยภายในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดข้างเคียง โดยการพัฒนาด้านคุณภาพบริการ การสรรหาบุคลากร การจัดหาครุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการให้บริการสาขาเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเพิ่มอาคารผู้ป่วย และอาคารสนับสนุนบริการ เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนผู้มารับบริการที่เพิ่มขึ้น คาดว่า ในปี ๒๕๕๖ เมื่อตึก “๑๐๐ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช” สร้างแล้วเสร็จ โรงพยาบาลจะมีเตียงเพิ่มขึ้น ๓๑๘ เตียง รวมเป็น ๗๐๐ เตียง และเพิ่มศักยภาพการบริการเป็นศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน (Trauma Center) ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์ส่องกล้องอวัยวะภายในเพื่อการวินิจฉัยและรักษา ศูนย์ผ่าตัดด้วยกล้องโรคกระดูกสันหลัง ศูนย์จักษุวิทยา ศูนย์ให้บริการโสต ศอ นาสิก ลาริงซ์วิทยา ทั้งนี้ จะสามารถรองรับผลกระทบจากโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน และนักท่องเที่ยว เข้ามาในจังหวัดกาญจนบุรีอีกเป็นจำนวนมาก โครงการยกระดับโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้มีโอกาสรับบริการสุขภาพที่มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพอนามัยของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป.
ด้วยในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานตามนโยบายเร่งรัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนราธิวาส ได้มีการรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ตรวจเยี่ยมศูนย์สาธารณสุขชุมชนเขตเมือง และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านบือราเป๊ะ ในประเด็นปัญหาสาธารณสุขของพื้นที่ แนวทางหรือการแก้ปัญหาการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขและภารกิจของ รพ.สต. หลังจากนั้นได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลสุไหงโก-ลก และในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานศูนย์สาธารณสุขชุมชนเขตเมืองสุไหงโก-ลก โดยมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้บริหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ร่วมในการติดตามในครั้งนี้
วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00 น. ที่องค์การเภสัชกรรม ได้มีการจัดเสวนาวิชาการ เรื่อง“การเข้าถึงยาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคม” โดยเชิญผู้แทนองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบยาสาธารณสุข รวมถึงกลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยที่รับบริการผ่านระบบสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อเสนอแนะแนวทาง เพื่อกำหนดรูปแบบการเข้าถึงยาของผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ภญ.ปนัดดา ลี่สถาพรวงศา ผู้จัดการกองทุนยาฯสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) คุณนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ คุณบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยามและคุณอนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน ดำเนินการเสวนา พร้อมประชุมระดมความคิด โดยกลุ่มตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วย 7โรคเรื้อรัง ประกอบด้วย โรคเอดส์ มะเร็ง หัวใจ ไต เบาหวาน ธาลัสซีเมียและฮีโมฟีเลียในเชิงลึก ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนคุณค่าทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงยาของผู้ป่วย นายแพทย์วิทิต กล่าวว่าผลจากการเสวนาในครั้งนี้จะทำให้ทราบถึงข้อมูล ความคิดเห็น แนวทาง กระบวนการ ตลอดจนปัญหาการเข้าถึงยาของผู้ป่วยทั้งเชิงบวกและเชิงลบ เพื่อนำมาประเมินคุณค่าทางสังคม พร้อมสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเครือข่ายผู้ป่วย กระทรวงสาธารณสุข องค์การเภสัชกรรม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)และองค์กรเอกชน อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการพัฒนาด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในระบบสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเพื่อให้ได้มาซึ่งรูปแบบการประเมินตัวชี้วัดการเข้าถึงยาที่มีความสมบูรณ์ ครบถ้วน ชัดเจน และได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการ อันจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมต่อไป
โครงการฟันเทียมพระราชทานของจังหวัดกำแพงเพชร นายแพทย์ณัฐพร วงษ์ศุทธิภากร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร เผยว่า ผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร พบว่า ผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพในช่องปากและฟัน และสมควรจะได้รับการดูแลด้านการส่งเสริมป้องกันและฟื้นฟูโรคในช่องปากในผู้สูงวัย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า“เวลาไม่มีฟันกินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” ดังนั้น จังหวัดกำแพงเพชร โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับหน่วยบริการโรงพยาบาลกำแพงเพชรและโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง ได้จัดทำโครงการฟันเทียมพระราชทาน เป็นโครงการพิเศษต่อเนื่องจากปี ๒๕๔๘ และได้รับอนุมัติโครงการ “ฟันเทียมพระราชทาน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวาระมหามงคล ๘๔ พรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยการใส่ฟันเทียมให้แก่ผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันเกือบทั้งปากมากกว่า ๑๖ ซี่ ผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปาก และได้สนับสนุนการจัดบริการส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากทั้งฟันถาวรและฟันเทียมด้วยตนเองและกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นการส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า ผู้สูงอายุในจังหวัดกำแพงเพชรได้รับบริการใส่ฟันเทียม ตั้งแต่เริ่มโครงการถึงปี ๒๕๕4 รวมจำนวน ๓,๗๖๐ คน นับเป็นบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุทำให้สามารถแก้ปัญหาการบดเคี้ยวในผู้ที่ไม่มีฟันได้เป็นอย่างดี และผู้สูงอายุมีความพึงพอใจ ในวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมโรงแรมชากังราว จะมีพิธีมอบฟันเทียมพระราชทานแก่ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส จำนวน ๑๐๐ ราย และรับมอบเงินสนับสนุนโครงการจากมูลนิธิโอสถสภาในโครงการฟันเทียมพระราชทานโดยท่านประธานในพิธีเปิดงาน ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวรายงาน โดย นายแพทย์ณัฐพร วงษ์ศุทธิภากร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร และมีคุณธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทโอสถสภา จำกัด กล่าววัตถุประสงค์ของมูลนิธิโอสถสภาในการสนับสนุนโครงการฟันเทียมพระราชทานฯเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและมีนายแพทย์มรกต กรเกษม ประธานมูลนิธิโอสถสภา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขร่วมเป็นผู้มอบฟันเทียมพระราชทานให้แก่ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสด้วย นอกจากนี้ จะมีการมอบรางวัลแก่ผู้สูงวัย ๘๐ ปี และ ๙๐ ปี ที่มีสุขภาพฟันดีจังหวัดกำแพงเพชร ปี ๒๕๕๕ การแสดงของชมรมผู้สูงวัย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องโรคทางระบบกับการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงวัย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ชมนิทรรศการโครงการฟันเทียมพระราชทานและนิทรรศการผู้สูงวัย จังหวัดกำแพงเพชร นายแพทย์ณัฐพร กล่าวในท้ายสุด
วันนี้ (18 พ.ค. 2555) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี จัดประชุมเตรียมความพร้อม นักกีฬาฟุตบอล ทีมสาธารณสุขชายแดนใต้ ปี 2555 ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีเป็นเจ้าภาพ โดยนายแพทย์อุดมเกียรติ พูลสวัสดิ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน เป็นประธาน โดยมีคณะกรรมการบริหารจัดการกีฬาฟุตบอล ทีมสาธารณสุขชายแดนใต้ ปี 2555 เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี,ยะลา,นาราธิวาส,สงขลา และสตูล ณ ห้องประชุมรูสะมิแล1 โรงแรมซีเอส จังหวัดปัตตานี