กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามกับบริษัท ยูแอนด์วี โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็ง เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคทางเดินอาหาร พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งใช้ชุดทดสอบดังกล่าวตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งก่อนจำหน่าย เพื่อสร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค
นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีโรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7,000 แห่ง และมีโรงงานผลิตน้ำแข็งอีกกว่า 500 แห่ง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคทั่วไปให้ความนิยมกับน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งอย่างมาก แต่หากผู้บริโภคดื่มน้ำหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มจะทำให้ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารหรือโรคอาหารเป็นพิษได้ เช่น ท้องร่วง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น เพราะโคลิฟอร์มเป็นเชื้อบักเตรีชนิดหนึ่ง หากตรวจพบเชื้อโคลิฟอร์มปนเปื้อนในน้ำหรือน้ำแข็ง แสดงว่าน้ำดื่มและน้ำแข็งนั้นไม่สะอาดไม่สมควรนำมาบริโภค และอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้พัฒนาชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำแข็ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำไปตรวจสอบโคลิฟอร์มในน้ำแข็งด้วยตนเองได้ ซึ่งชุดทดสอบนี้ใช้งานได้ง่าย สะดวก ประหยัด และทราบผลเร็วภายใน 24 ชั่วโมง แตกต่างจากการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่ต้องใช้เวลาหลายวัน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการผลิตน้ำดื่มและน้ำแข็งหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบในการประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่ม น้ำใช้พบว่ายังมีน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐานด้านความสะอาด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งด้วยชุดทดสอบโคลิฟอร์มดังกล่าว และได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ดังนั้นเพื่อให้สามารถกระจายชุดทดสอบดังกล่าวไปสู่ผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็งให้กับ บริษัท ยูแอนด์วี โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งได้จัดให้มีพิธีลงนามในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ภาครัฐและเอกชนจะได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของโรคทางเดินอาหารให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะให้การสนับสนุนด้านวิชาการในการผลิตชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็ง ส่วนทางบริษัทจะดำเนินการผลิตและเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับงานสาธารณสุขของประเทศต่อไป นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) และฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพน้ำดื่มในภาชนบรรจุที่ปิดสนิทและน้ำแข็ง ว่าในน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งจะต้องตรวจพบเชื้อโคลิฟอร์มน้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำหรือน้ำแข็ง 100 มิลลิลิตร และจะต้องไม่พบเชื้อแบคทีเรียชนิด อี.โคไล และจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ดังนั้นหากผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งได้นำชุดทดสอบโคลิฟอร์มดังกล่าวไปตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่มและน้ำแข็งด้วยตนเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่วางจำหน่ายมีความปลอดภัย จากการดำเนินการโครงการฟื้นฟูผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 724 แห่ง และถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็งของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำให้ผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งสามารถเข้าถึงชุดทดสอบดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 22 กุมภาพันธ์ 2555 โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 99017 , 99081 โทรสาร 0-2591-1707 Food / Rich 55กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันชีววัตถุได้รับเกียรติจากองค์การอนามัยโลก ให้เป็นผู้จัดการประชุมเชิงปฎิบัติการ เรื่อง "Working group on the quality, safety and efficacy of Japanese encephalitis vaccine (live, attenuated ) for human use" ระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2555 ณ Grande Centre Point Hotel and Residence Sukhumvit-Terminal 21,Bangkok Thailand
โดยมีอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข เป็นประธานเปิดการประชุม วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อพิจารณาจัดทำแนวทางขององค์การอนามัยโลกในการควบคุมคุณภาพ และประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ชนิดเชื้อเป็นที่ใช้ในมนุษย์ รวมถึงการจัดทำแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การประเมินคุณภาพทางคลินิกในคน และในสัตว์ทดลองของวัคซีน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ผู้แทนจากโรงงานผลิตวัคซีน และบุคลากรจากหน่วยงานควบคุมกำกับวัคซีนจากประเทศต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 12 ประเทศ
อย. จัดประชุมเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้าใจในระเบียบ วิธีการแจ้งรายละเอียดก่อนนำเข้าเครื่องสำอางแก่ผู้ประกอบการ เพื่อรองรับการเปิดเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ National Single Window (NSW) อย่างเป็นทางการ ระหว่าง อย. กับ กรมศุลกากร ที่จะเริ่มดำเนินการ 1 พฤษภาคม นี้ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องเข้าสู่ระบบการแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้า
ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการดำเนินงานตาม “ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (Agreement to Establish and Implement The ASEAN Single Window)” โดย อย. มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปรากฏเป็นรายการในเอกสารกำกับสินค้า (License per Invoice) ให้กรมศุลกากรในรูปแบบ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” และเพื่อให้บรรลุหน้าที่นั้น อย. ได้เปิดให้บริการรับแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปรากฏเป็นรายการในเอกสารกำกับสินค้า (Invoice) ก่อนการนำเข้าโดยความสมัครใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสทำความคุ้นเคยกับรูปแบบวิธีการปฏิบัติในการแจ้งรายละเอียดฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ อย. และ กรมศุลกากร จะเริ่มดำเนินการเปิดใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตนำเข้าเครื่องสำอางผ่านระบบ National Single Window อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 โดยทางกรมศุลกากรจะประกาศกำหนดพิกัดและรหัสสถิติเครื่องสำอาง ซึ่งมีผลให้ผู้ประกอบการนำเข้าเครื่องสำอางทุกรายต้องเข้าสู่ระบบการจดแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้า ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเรียบร้อย ในวันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2555) อย. จึงได้จัดประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีการจดแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้า การดำเนินพิธีการทางศุลกากร และกระบวนการทำงานของด่านอาหารและยา ภายใต้ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจ และได้รับความสะดวก รวดเร็วในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอย่างถูกต้อง
รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า การเปิดการเชื่อมโยงข้อมูลฯ ระหว่าง อย. และ กรมศุลกากรนั้น เริ่มจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นอันดับแรก และจะขยายครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ ทั้งอาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตราย ในอนาคต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว ยังทำให้การดำเนินงานของ อย. และกรมศุลกากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 21 กุมภาพันธ์ 2555
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากสบู่ดำมีสารพิษที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปี ที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าสารสกัดจากเมล็ดสบู่ดำมีสรรพคุณทางยา แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงสูง
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการปลูกต้นสบู่ดำกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้าน โรงเรียนและพื้นที่แปลงเกษตร เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเป็นไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซล แต่ไม่ได้เตือนถึงอันตรายของสบู่ดำ ทำให้ในแต่ละปีมีรายงานผู้ที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทุกส่วนของสบู่ดำ ทั้งใบ ยาง ผล และเมล็ดมีความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมล็ดสบู่ดำเป็นส่วนที่มีพิษเคอซิน (curcin) มาก หากกินเมล็ดเข้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีอาการมือและเท้าเกร็ง หายใจหอบ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีสารพิษสูง กินเพียง 3 เมล็ดก็เกิดอันตรายได้ สำหรับวิธี ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากพบผู้ป่วยกินเมล็ดสบู่ดำ ให้ดื่มนมจำนวนมากๆ ทำให้อาเจียน หรือใช้ผงถ่านกัมมันต์ เพื่อดูดซับสารพิษและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ส่วนยางสบู่ดำมีสารพิษโฟบอลเอสเทอร์ (Phorbal estor) หากน้ำยางของสบู่ดำถูกผิวหนังจะเกิดการแพ้ ระคายเคือง ปวดแสบอย่างรุนแรง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่ทันที รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ต้นสบู่ดำ ภาคเหนือเรียกว่า ละหุ่งฮั้ว ภาคอีสานเรียก มะเยา สีหลอด ภาคใต้เรียก หงเทศ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 3-5 เมตร มียางเหนียวสีเหลือง ผลมีรูปรี ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลืองแล้วเป็นสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด โดยสบู่ดำมีสรรพคุณใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนไทย แต่ต้องใช้โดยผู้ที่มีความรู้ การศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ เมื่อทำการทดสอบในหลอดทดลองมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ยาแคปซูลของสารสกัดแยกส่วนจากสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย คือ ท้องเดิน หรือเกิดอาการซีดและแม้ว่าได้ทำการแยกส่วนสกัดย่อยลงไปอีกก็ยังพบว่ายามีผลต่อการกดภูมิต้านทานแบบผันกลับได้ในผู้ป่วยเอดส์ ดังนั้นแม้ว่าการวิจัยทางคลินิกจะยุติลงเนื่องจากพบอาการข้างเคียง แต่หากมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยศึกษาการแยกสกัดสารที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงจากสารออกฤทธิ์ในเมล็ดสบู่ดำได้ รวมทั้งพัฒนาอนุพันธุ์ของสารออกฤทธิ์หรือศึกษาวิจัยในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ เช่นฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ฉวยโอกาส กระตุ้นภูมิต้านทาน ฯลฯ สบู่ดำก็จะเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาสำหรับมนุษย์ต่อไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 21 กุมภาพันธ์ 2555 โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ มือถือ 08 1811 2926 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ มือถือ 08 1708 2949 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย มือถือ 08 9924 7374 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2951-0000 ต่อ 99017, 99081 โทรสาร.0-2591-1707 Medpla/Kai 55รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม มอบนโยบายการดำเนินงานให้กับบุคลากรสาธารณสุข โดยเน้นให้ทำงานเชิงรุก แบบบูรณาการในการแก้ไขปัญหายาเสพติด การตรวจเบื้องต้นหรือยืนยันผลรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และเชื่อถือได้ รวมทั้งเฝ้าระวังคุณภาพของอาหาร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญ เป็นครัวของประเทศไทยและของโลก
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลัง การตรวจเยี่ยมและฟังสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม เป็นหน่วยงานสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค มีหน้าที่ในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค มีขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบในภาคกลางตอนล่าง 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ สำหรับการดำเนินงานที่สนองนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” โดยตั้งเป้าลดปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน 1 ปี ซึ่งทุกภาคส่วนต้องทำงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ และจะต้องลดความรุนแรงให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์นั้น ศูนย์ฯมีภารกิจในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการวัตถุของกลาง สารเคมี สารตั้งต้นที่ใช้ ในการผลิตยาเสพติดและตรวจยืนยันหาสารเสพติดในปัสสาวะ ซึ่งมีปริมาณตัวอย่างเพิ่มขึ้นทุกปี กล่าวคือ ตัวอย่างของกลางยาเสพติดและปัสสาวะที่ผ่านมาตรวจปีละประมาณ 1,000 และ 19,000 ตัวอย่าง ตามลำดับ เมื่อกลางเดือนมกราคม 2555 ได้ให้บริการตรวจตัวอย่างของกลางและปัสสาวะไปแล้วจำนวน 600 และ 6,000 ตัวอย่าง ยาเสพติดที่ตรวจพบ ร้อยละ 95 เป็นยาบ้า ส่วนการเสพนั้นพบว่า มีการใช้ยาเสพติดมากกว่า 1 ชนิดประมาณร้อยละ 5 ซึ่งเป็นการเสพยาบ้าร่วมกับกัญชา ในปี 2555 นี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มศักยภาพของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม โดยการอนุมัติงบประมาณสำหรับก่อสร้างอาคารเพิ่มและจัดหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ที่มีศักยภาพสูง เช่น เครื่อง GC – MS เป็นต้น เป็นเงินมากกว่า 30 ล้านบาท นอกจากการให้บริการ ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้วศูนย์ฯยังร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ปปส สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและศูนย์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดจังหวัดในการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติในพื้นที่โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 8 จังหวัด ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ในปี 2555นี้คาดว่าจะดำเนินการได้ครบทุกจังหวัดภายในเดือน ก.พ. 2555 นี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการดำเนินงานสนองนโยบายด้านยาเสพติดแล้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ยังได้ดำเนินงานเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี เป็นพื้นที่ปากอ่าวไทย อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลสด อาหารแปรรูป ผลไม้ ซึ่งเป็นครัวของประเทศไทยและของโลก แต่ละปีผลิตอาหารทั้งที่จำหน่ายในประเทศและส่งออก สร้างรายได้ให้ประเทศ มากกว่า 900,000ล้านบาท โดยการเฝ้าระวังการปนเปื้อนโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมี่ยม ดีบุกและปรอทอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ข้อมูลการตรวจปี 2552 ซึ่งตรวจหอยแครง หอยแมลงภู่ จำนวน 48 ตัวอย่าง พบว่า โลหะหนักทั้ง 4 ชนิดมีค่าต่ำกว่าประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ.2529และมาตรฐานของสหภาพยุโรป EC No. 221/2002 ซึ่งกำหนดว่า สารตะกั่ว แคดเมี่ยม ดีบุก และปรอท ไม่เกิน 1, 1, 250 และ 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ “ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมยาบ้าจึงนิยมผลิตเป็นเม็ดสีส้มนั้น เนื่องจากการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นว่าเป็นยาบ้าหรือไม่ นิยมใช้น้ำยามาควิส (Marquis) ซึ่งหากเป็นยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) จะให้สีส้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผู้ผลิตยาบ้าจึงเข้าใจว่าการทำเม็ดยาบ้าเป็นสีส้มจะไปรบกวนผลการตรวจพิสูจน์โดยใช้น้ำยาดังกล่าว แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว การตรวจด้วยน้ำยามาควิสสามารถแยกความแตกต่างของสี ที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างตัวยาบ้ากับน้ำยามาควิสได้ อย่างไรก็ตามผู้ผลิตและผู้เสพยังคงนิยมใช้สีส้ม เป็นสัญลักษณ์ของยาบ้าอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง” นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 17 กุมภาพันธ์ 2555 โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ มือถือ 08 1811 2926 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ มือถือ 08 1708 2949 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย มือถือ 08 9924 7374 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2951-0000 ต่อ 99017, 99081 โทรสาร.0-2591-1707 Drug/Kai 55
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากสบู่ดำมีสารพิษที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าสารสกัดจากเมล็ดสบู่ดำมีสรรพคุณทางยา แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงสูง
นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการปลูกต้นสบู่ดำกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้าน โรงเรียนและพื้นที่แปลงเกษตร เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเป็นไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซล แต่ไม่ได้เตือนถึงอันตรายของสบู่ดำ ทำให้ในแต่ละปีมีรายงานผู้ที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทุกส่วนของสบู่ดำ ทั้งใบ ยาง ผล และเมล็ดมีความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมล็ดสบู่ดำเป็นส่วนที่มีพิษเคอซิน (curcin) มาก หากกินเมล็ดเข้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีอาการมือและเท้าเกร็ง หายใจหอบ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีสารพิษสูง กินเพียง 3 เมล็ดก็เกิดอันตรายได้ สำหรับวิธี ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากพบผู้ป่วยกินเมล็ดสบู่ดำ ให้ดื่มนมจำนวนมากๆ ทำให้อาเจียน หรือใช้ผงถ่านกัมมันต์ เพื่อดูดซับสารพิษและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ส่วนยางสบู่ดำมีสารพิษโฟบอลเอสเทอร์ (Phorbal estor) หากน้ำยางของสบู่ดำถูกผิวหนังจะเกิดการแพ้ ระคายเคือง ปวดแสบอย่างรุนแรง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่ทันที รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ต้นสบู่ดำ ภาคเหนือเรียกว่า ละหุ่งฮั้ว ภาคอีสานเรียก มะเยา สีหลอด ภาคใต้เรียก หงเทศ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 3-5 เมตร มียางเหนียวสีเหลือง ผลมีรูปรี ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลืองแล้วเป็นสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด โดยสบู่ดำมีสรรพคุณใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนไทย แต่ต้องใช้โดยผู้ที่มีความรู้ การศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ เมื่อทำการทดสอบในหลอดทดลองมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ยาแคปซูลของสารสกัดแยกส่วนจากสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย คือ ท้องเดิน หรือเกิดอาการซีดและแม้ว่าได้ทำการแยกส่วนสกัดย่อยลงไปอีกก็ยังพบว่ายามีผลต่อการกดภูมิต้านทานแบบผันกลับได้ในผู้ป่วยเอดส์ ดังนั้นแม้ว่าการวิจัยทางคลินิกจะยุติลงเนื่องจากพบอาการข้างเคียง แต่หากมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยศึกษาการแยกสกัดสารที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงจากสารออกฤทธิ์ในเมล็ดสบู่ดำได้ รวมทั้งพัฒนาอนุพันธุ์ของสารออกฤทธิ์หรือศึกษาวิจัยในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ เช่น ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ฉวยโอกาส กระตุ้นภูมิต้านทาน ฯลฯ สบู่ดำก็จะเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาสำหรับมนุษย์ต่อไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 21 กุมภาพันธ์ 2555 โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ มือถือ 08 1811 2926 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ มือถือ 08 1708 2949 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย มือถือ 08 9924 7374 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2951-0000 ต่อ 99017, 99081 โทรสาร.0-2591-1707 Medpla/Kai 55วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2555) นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สธ. พร้อมด้วย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดี กรมสุขภาพจิตและคณะผู้บริหารกรมสุขภาพจิต แถลงข่าว โครงการ “ปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง: สู่ชีวิตใหม่โดยชุมชน”เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาจนสามารถปลดโซ่ตรวนได้ ตลอดจนได้รับการติดตามดูแลต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับการส่งเสริม ฝึกทักษะอาชีพให้สามารถดำรงชีวิตในชุมชน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สธ. กล่าวว่า ผู้ป่วยจิตเวช โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิต (Psychotic disorders) จะมีอาการเรื้อรัง ต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นเวลานาน และต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของญาติผู้ดูแลเป็นสำคัญ ทั้งนี้ จากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตเมื่อปี 2551 พบว่าคนไทยที่มีอายุ 15-59 ปี มีความชุกของโรคจิต ร้อยละ 0.8 ประมาณการว่ามีประมาณ 4 แสนราย ทั่วประเทศ โรคจิตที่สำคัญและพบมาก คือ โรคจิตเภท (Schizophrenia) พบประมาณร้อยละ 70 ของโรคจิตทั้งหมด ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญและรุนแรงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคคลและครอบครัวเป็นอย่างมาก พบว่าร้อยละ 35.7 ของโรคจิตเภท จะมีอาการตลอดไม่ทุเลาและส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องรับประทานยานานต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี เพื่อป้องกันอาการกำเริบหรือกลับซ้ำ หากมีอาการกลับเป็นซ้ำครั้งที่ 2 ต้องรับประทานยาต่อเนื่องอีก 5 ปี และหากเป็นซ้ำครั้งที่ 3 อาจต้องรับประทานยานานตลอดชีวิต เนื่องจาก ผู้ป่วยไม่คิดว่าตนเองป่วย (Poor insight) จึงรับประทานยาไม่สม่ำเสมอทำให้มีอาการกำเริบได้บ่อย รมช.สธ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ยังพบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามโซ่ตรวน/กักขัง อยู่ทั่วประเทศ แต่ยังไม่มีการสำรวจว่ามีจำนวนแท้จริงเท่าไร ซึ่งสาเหตุของการล่ามขัง เกิดขึ้นจาก 1. ผู้ป่วยมีอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น 2.การดูแลรักษาที่ผ่านมา ไม่สามารถลดอาการของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องและไม่สามารถสร้างความมั่นใจแก่ญาติและชุมชนได้ 3. ญาติและชุมชนเป็นกังวล หวาดกลัว และอาจมีเจตคติทางลบต่อผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วย และ 4. ญาติและชุมชนไม่สามารถใช้ทางเลือกอื่นหรือไม่ทราบทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการล่ามขังเพื่อควบคุมผู้ป่วย ซึ่งการปล่อยให้ผู้ป่วยที่ถูกล่ามขัง ไม่ให้ได้รับการรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกทักษะต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมของบุคลิกภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมถดถอย จนกระทั่งอาจไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การล่ามโซ่/กักขังผู้ป่วยจิตเวชเหมือนไม่ใช่ คน จะยิ่งทำให้สภาพจิตที่ย่ำแย่ของพวกเขาเลวร้ายลงไปอีก ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างภาระ ทั้งต่อครอบครัวและชุมชนมากขึ้นไปอีก รมช.สธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายกรมสุขภาพจิตดำเนิน“ปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง: สู่ชีวิตใหม่โดยชุมชน” โดยตั้งเป้าไว้ 100% ทั่วประเทศ ได้รับการปลดโซ่ตรวนสำเร็จภายในปี 2555 เริ่มดำเนินโครงการ 1 มีนาคมนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามโซ่ตรวน/กักขัง ในชุมชนได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยในการดำรงชีวิตใหม่ในชุมชนได้ตามปกติ ช่วยประคับประคองจิตใจญาติและปรับเปลี่ยนทัศนคติของชุมชน ตลอดจนศึกษาหาองค์ความรู้เพิ่มเติมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปล่อยให้ผู้ป่วยจิตเวชถูกล่ามโซ่ตรวน/กักขังในชุมชน ซึ่งหากผู้ป่วยได้มีโอกาสกลับมาดำเนินชีวิตใหม่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพตามปกติเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปอีกครั้ง ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพ ได้ ย่อมเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในการหารายได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัว ชุมชนและสังคม อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยจิตเวชเมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะมีศักยภาพไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป สามารถเป็นพลังสำคัญทางสังคมอันยิ่งใหญ่ รวมทั้ง ต้องการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในชุมชนเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป โรคจิตใช่ว่าจะต้องเป็นไปตลอดชีวิต เป็นความเจ็บป่วยอีกอย่างหนึ่งที่สามารถเยียวยารักษาได้ ยิ่งรักษาเร็วจะรักษาให้หายได้ และแม้รักษาช้าหรือเป็นเรื้อรัง ก็สามารถรักษาให้อยู่ในอาการทุเลาที่จะทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ สำคัญที่ครอบครัวและชุมชนต้องให้โอกาส ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยถูกล่ามขัง สามารถโทรแจ้งได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า กรมสุขภาพจิต เคยดำเนินการปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชครั้งแรกในปีงบประมาณ 2543-2544 โดยนำผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขังมาบำบัดรักษาและกลับไปอยู่ในชุมชนหลังอาการทุเลา แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งการรักษาโรคจิตเวชมีความก้าวหน้าไปมาก ตลอดจนมีการพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยจิตเวช แต่กลับพบว่ายังมีผู้ป่วยจิตเวชถูกล่ามขังอยู่ในชุมชน มีทั้งล่ามขังแบบชั่วคราวและล่ามขังตลอดเวลา จึงทำให้ผู้ป่วยบางคนขาดการรักษา มีอาการกำเริบ และด้วยการเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มอบหมายกรมสุขภาพจิตดำเนินโครงการนี้อีกครั้ง โดย กำหนดแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ค้นหา/สำรวจผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามโซ่ตรวนทั่วประเทศ โดยอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เริ่มดำเนินการ เดือนมีนาคม 2555 ระยะที่ 2 นำผู้ป่วยที่ถูกล่ามขังมาบำบัดรักษา ดำเนินการ เดือนเมษายน – มิถุนายน 2555 ระยะที่ 3 การฟื้นฟูและสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง กลับสู่ชุมชน โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องและมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเพื่อป้องกันการกลับมาล่ามขัง ซ้ำ และ ติดตามประเมินผล การดำเนินงาน เดือน กันยายน 2555 ********************** www.dmh.go.th 15 กุมภาพันธ์ 2555