ในรั้ว สธ.

ลงชื่อรับข่าว ฟีด ในรั้ว สธ.
กระทรวงสาธารณสุข
ถูกปรับปรุง: 1 ชั่วโมง 34 นาที ก่อน

สสจ.ปทุมธานี “ คัดเลือกนวตกรรมสุขภาพชุมชนต้นแบบ ”

พ, 02/22/2012 - 15:40
สสจ.ปทุมธานี “ คัดเลือกนวตกรรมสุขภาพชุมชนต้นแบบ ” นพ.ณรงค์ ตั้งตรงไพโรจน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อคัดเลือก นวัตกรรมสุขภาพชุมชนต้นแบบ ระดับจังหวัด โครงการสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งทางสุขภาพ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ตกรรมสุขภาพชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด ต่อไป
หมวดหมู่: สาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็งลดปัญหาโรคทางเดินอาหาร

พ, 02/22/2012 - 00:00

            กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามกับบริษัท ยูแอนด์วี โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็ง เพื่อลดปัญหาการเกิดโรคทางเดินอาหาร  พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งใช้ชุดทดสอบดังกล่าวตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งก่อนจำหน่าย เพื่อสร้างความปลอดภัยของผู้บริโภค

 นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วประเทศมีโรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่จำนวนประมาณ 7,000 แห่ง และมีโรงงานผลิตน้ำแข็งอีกกว่า 500 แห่ง แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคทั่วไปให้ความนิยมกับน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งอย่างมาก แต่หากผู้บริโภคดื่มน้ำหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มจะทำให้ป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารหรือโรคอาหารเป็นพิษได้ เช่น ท้องร่วง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น เพราะโคลิฟอร์มเป็นเชื้อบักเตรีชนิดหนึ่ง หากตรวจพบเชื้อโคลิฟอร์มปนเปื้อนในน้ำหรือน้ำแข็ง แสดงว่าน้ำดื่มและน้ำแข็งนั้นไม่สะอาดไม่สมควรนำมาบริโภค และอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้พัฒนาชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำแข็ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถนำไปตรวจสอบโคลิฟอร์มในน้ำแข็งด้วยตนเองได้  ซึ่งชุดทดสอบนี้ใช้งานได้ง่าย สะดวก ประหยัด และทราบผลเร็วภายใน 24 ชั่วโมง แตกต่างจากการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่ต้องใช้เวลาหลายวัน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการผลิตน้ำดื่มและน้ำแข็งหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบในการประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกัน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตรวจเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่ม น้ำใช้พบว่ายังมีน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐานด้านความสะอาด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งด้วยชุดทดสอบโคลิฟอร์มดังกล่าว และได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี ดังนั้นเพื่อให้สามารถกระจายชุดทดสอบดังกล่าวไปสู่ผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็งให้กับ บริษัท ยูแอนด์วี โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งได้จัดให้มีพิธีลงนามในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ภาครัฐและเอกชนจะได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของโรคทางเดินอาหารให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะให้การสนับสนุนด้านวิชาการในการผลิตชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็ง  ส่วนทางบริษัทจะดำเนินการผลิตและเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับงานสาธารณสุขของประเทศต่อไป นายมงคล เจนจิตติกุล ผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) และฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพน้ำดื่มในภาชนบรรจุที่ปิดสนิทและน้ำแข็ง ว่าในน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งจะต้องตรวจพบเชื้อโคลิฟอร์มน้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำหรือน้ำแข็ง 100 มิลลิลิตร และจะต้องไม่พบเชื้อแบคทีเรียชนิด อี.โคไล และจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ดังนั้นหากผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งได้นำชุดทดสอบโคลิฟอร์มดังกล่าวไปตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดื่มและน้ำแข็งด้วยตนเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่วางจำหน่ายมีความปลอดภัย จากการดำเนินการโครงการฟื้นฟูผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 724 แห่ง และถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้ชุดทดสอบโคลิฟอร์มในน้ำและน้ำแข็งของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะทำให้ผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำแข็งสามารถเข้าถึงชุดทดสอบดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  22 กุมภาพันธ์ 2555   โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์         1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์                                                            2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ                                                            3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย       ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 99017 , 99081 โทรสาร 0-2591-1707                                                                                                          Food / Rich 55
หมวดหมู่: สาธารณสุข

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับองค์การอนามัยโลก จัดประชุมเพื่อจัดทำแนวทางการควบคุมคุณภาพวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

พ, 02/22/2012 - 00:00

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันชีววัตถุได้รับเกียรติจากองค์การอนามัยโลก ให้เป็นผู้จัดการประชุมเชิงปฎิบัติการ เรื่อง "Working group on the quality, safety and efficacy of Japanese encephalitis vaccine (live, attenuated ) for human use"  ระหว่างวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2555 ณ Grande Centre Point Hotel and Residence Sukhumvit-Terminal 21,Bangkok Thailand
โดยมีอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข เป็นประธานเปิดการประชุม   วัตถุประสงค์ของการประชุมเพื่อพิจารณาจัดทำแนวทางขององค์การอนามัยโลกในการควบคุมคุณภาพ และประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ชนิดเชื้อเป็นที่ใช้ในมนุษย์  รวมถึงการจัดทำแนวทางการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การประเมินคุณภาพทางคลินิกในคน และในสัตว์ทดลองของวัคซีน ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก ผู้แทนจากโรงงานผลิตวัคซีน และบุคลากรจากหน่วยงานควบคุมกำกับวัคซีนจากประเทศต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 12 ประเทศ

หมวดหมู่: สาธารณสุข

อย. ประชุมผู้ประกอบการนำเข้าเครื่องสำอาง รองรับการเปิดเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมศุลกากร

อ, 02/21/2012 - 15:11

          อย. จัดประชุมเตรียมความพร้อม และสร้างความเข้าใจในระเบียบ วิธีการแจ้งรายละเอียดก่อนนำเข้าเครื่องสำอางแก่ผู้ประกอบการ เพื่อรองรับการเปิดเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ National Single Window (NSW) อย่างเป็นทางการ ระหว่าง อย. กับ กรมศุลกากร ที่จะเริ่มดำเนินการ 1 พฤษภาคม นี้ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องเข้าสู่ระบบการแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้า

        ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อรองรับการดำเนินงานตาม “ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน (Agreement to Establish and Implement The ASEAN Single Window)” โดย อย. มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลการอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปรากฏเป็นรายการในเอกสารกำกับสินค้า (License per Invoice) ให้กรมศุลกากรในรูปแบบ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” และเพื่อให้บรรลุหน้าที่นั้น  อย. ได้เปิดให้บริการรับแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปรากฏเป็นรายการในเอกสารกำกับสินค้า (Invoice) ก่อนการนำเข้าโดยความสมัครใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสทำความคุ้นเคยกับรูปแบบวิธีการปฏิบัติในการแจ้งรายละเอียดฯ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 เป็นต้นมา 

         ทั้งนี้ อย. และ กรมศุลกากร จะเริ่มดำเนินการเปิดใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตนำเข้าเครื่องสำอางผ่านระบบ National Single Window อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 โดยทางกรมศุลกากรจะประกาศกำหนดพิกัดและรหัสสถิติเครื่องสำอาง ซึ่งมีผลให้ผู้ประกอบการนำเข้าเครื่องสำอางทุกรายต้องเข้าสู่ระบบการจดแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้า ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเรียบร้อย ในวันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2555) อย. จึงได้จัดประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีการจดแจ้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้า การดำเนินพิธีการทางศุลกากร และกระบวนการทำงานของด่านอาหารและยา ภายใต้ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้าผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความรู้ ความเข้าใจ และได้รับความสะดวก รวดเร็วในการนำเข้าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอย่างถูกต้อง

       รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า การเปิดการเชื่อมโยงข้อมูลฯ ระหว่าง อย. และ กรมศุลกากรนั้น เริ่มจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเป็นอันดับแรก และจะขยายครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ ทั้งอาหาร ยา เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตราย ในอนาคต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว ยังทำให้การดำเนินงานของ อย. และกรมศุลกากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 21 กุมภาพันธ์ 2555

หมวดหมู่: สาธารณสุข

รมช.สธ.เตือนอันตรายกินเมล็ดสบู่ดำ...อาจถึงตาย

อ, 02/21/2012 - 00:00

            รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากสบู่ดำมีสารพิษที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปี ที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าสารสกัดจากเมล็ดสบู่ดำมีสรรพคุณทางยา แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงสูง

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการปลูกต้นสบู่ดำกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้าน โรงเรียนและพื้นที่แปลงเกษตร เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเป็นไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซล แต่ไม่ได้เตือนถึงอันตรายของสบู่ดำ ทำให้ในแต่ละปีมีรายงานผู้ที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทุกส่วนของสบู่ดำ ทั้งใบ ยาง ผล และเมล็ดมีความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมล็ดสบู่ดำเป็นส่วนที่มีพิษเคอซิน (curcin) มาก    หากกินเมล็ดเข้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีอาการมือและเท้าเกร็ง หายใจหอบ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีสารพิษสูง กินเพียง 3 เมล็ดก็เกิดอันตรายได้ สำหรับวิธี ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากพบผู้ป่วยกินเมล็ดสบู่ดำ ให้ดื่มนมจำนวนมากๆ ทำให้อาเจียน หรือใช้ผงถ่านกัมมันต์ เพื่อดูดซับสารพิษและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ส่วนยางสบู่ดำมีสารพิษโฟบอลเอสเทอร์ (Phorbal estor) หากน้ำยางของสบู่ดำถูกผิวหนังจะเกิดการแพ้ ระคายเคือง ปวดแสบอย่างรุนแรง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่ทันที  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ต้นสบู่ดำ ภาคเหนือเรียกว่า  ละหุ่งฮั้ว ภาคอีสานเรียก มะเยา สีหลอด ภาคใต้เรียก หงเทศ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 3-5 เมตร  มียางเหนียวสีเหลือง ผลมีรูปรี ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลืองแล้วเป็นสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด โดยสบู่ดำมีสรรพคุณใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนไทย แต่ต้องใช้โดยผู้ที่มีความรู้ การศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ เมื่อทำการทดสอบในหลอดทดลองมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ยาแคปซูลของสารสกัดแยกส่วนจากสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ  ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย คือ ท้องเดิน หรือเกิดอาการซีดและแม้ว่าได้ทำการแยกส่วนสกัดย่อยลงไปอีกก็ยังพบว่ายามีผลต่อการกดภูมิต้านทานแบบผันกลับได้ในผู้ป่วยเอดส์   ดังนั้นแม้ว่าการวิจัยทางคลินิกจะยุติลงเนื่องจากพบอาการข้างเคียง แต่หากมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยศึกษาการแยกสกัดสารที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงจากสารออกฤทธิ์ในเมล็ดสบู่ดำได้ รวมทั้งพัฒนาอนุพันธุ์ของสารออกฤทธิ์หรือศึกษาวิจัยในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ เช่นฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ฉวยโอกาส กระตุ้นภูมิต้านทาน ฯลฯ สบู่ดำก็จะเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาสำหรับมนุษย์ต่อไป                                                                กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์      21 กุมภาพันธ์ 2555           โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์                                      มือถือ 08 1811 2926 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ                   มือถือ 08 1708 2949 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย                            มือถือ 08 9924 7374              ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2951-0000 ต่อ 99017, 99081                                                        โทรสาร.0-2591-1707                                                                                   Medpla/Kai 55
หมวดหมู่: สาธารณสุข

รมช.สธ.ลงพื้นที่สมุทรสงคราม มอบนโยบายด้านยาเสพติด-อาหารปลอดภัย

อ, 02/21/2012 - 00:00

             รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม มอบนโยบายการดำเนินงานให้กับบุคลากรสาธารณสุข โดยเน้นให้ทำงานเชิงรุก แบบบูรณาการในการแก้ไขปัญหายาเสพติด การตรวจเบื้องต้นหรือยืนยันผลรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และเชื่อถือได้ รวมทั้งเฝ้าระวังคุณภาพของอาหาร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญ เป็นครัวของประเทศไทยและของโลก

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลัง การตรวจเยี่ยมและฟังสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ว่า  ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม  เป็นหน่วยงานสังกัดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค มีหน้าที่ในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์ และสาธารณสุข เพื่อให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค  มีขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบในภาคกลางตอนล่าง 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ สำหรับการดำเนินงานที่สนองนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด” โดยตั้งเป้าลดปัญหายาเสพติดให้ได้ภายใน 1 ปี  ซึ่งทุกภาคส่วนต้องทำงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ และจะต้องลดความรุนแรงให้ได้ 80 เปอร์เซ็นต์นั้น  ศูนย์ฯมีภารกิจในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการวัตถุของกลาง สารเคมี สารตั้งต้นที่ใช้ ในการผลิตยาเสพติดและตรวจยืนยันหาสารเสพติดในปัสสาวะ ซึ่งมีปริมาณตัวอย่างเพิ่มขึ้นทุกปี กล่าวคือ  ตัวอย่างของกลางยาเสพติดและปัสสาวะที่ผ่านมาตรวจปีละประมาณ 1,000 และ 19,000 ตัวอย่าง ตามลำดับ เมื่อกลางเดือนมกราคม 2555 ได้ให้บริการตรวจตัวอย่างของกลางและปัสสาวะไปแล้วจำนวน 600 และ 6,000  ตัวอย่าง ยาเสพติดที่ตรวจพบ ร้อยละ 95 เป็นยาบ้า  ส่วนการเสพนั้นพบว่า มีการใช้ยาเสพติดมากกว่า 1 ชนิดประมาณร้อยละ 5 ซึ่งเป็นการเสพยาบ้าร่วมกับกัญชา   ในปี 2555 นี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มศักยภาพของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม โดยการอนุมัติงบประมาณสำหรับก่อสร้างอาคารเพิ่มและจัดหาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ที่มีศักยภาพสูง เช่น เครื่อง GC – MS เป็นต้น เป็นเงินมากกว่า 30 ล้านบาท  นอกจากการให้บริการ ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการแล้วศูนย์ฯยังร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น ปปส สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและศูนย์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดจังหวัดในการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติในพื้นที่โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบทั้ง 8 จังหวัด ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554  ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี  ในปี 2555นี้คาดว่าจะดำเนินการได้ครบทุกจังหวัดภายในเดือน ก.พ. 2555 นี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการดำเนินงานสนองนโยบายด้านยาเสพติดแล้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สมุทรสงคราม ยังได้ดำเนินงานเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี เป็นพื้นที่ปากอ่าวไทย อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลสด อาหารแปรรูป ผลไม้ ซึ่งเป็นครัวของประเทศไทยและของโลก  แต่ละปีผลิตอาหารทั้งที่จำหน่ายในประเทศและส่งออก สร้างรายได้ให้ประเทศ มากกว่า 900,000ล้านบาท โดยการเฝ้าระวังการปนเปื้อนโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมี่ยม ดีบุกและปรอทอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ข้อมูลการตรวจปี 2552 ซึ่งตรวจหอยแครง หอยแมลงภู่ จำนวน 48 ตัวอย่าง พบว่า โลหะหนักทั้ง 4 ชนิดมีค่าต่ำกว่าประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ.2529และมาตรฐานของสหภาพยุโรป EC No. 221/2002 ซึ่งกำหนดว่า สารตะกั่ว แคดเมี่ยม ดีบุก และปรอท ไม่เกิน 1, 1, 250 และ  0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ “ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมยาบ้าจึงนิยมผลิตเป็นเม็ดสีส้มนั้น เนื่องจากการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นว่าเป็นยาบ้าหรือไม่ นิยมใช้น้ำยามาควิส (Marquis) ซึ่งหากเป็นยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) จะให้สีส้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผู้ผลิตยาบ้าจึงเข้าใจว่าการทำเม็ดยาบ้าเป็นสีส้มจะไปรบกวนผลการตรวจพิสูจน์โดยใช้น้ำยาดังกล่าว แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว การตรวจด้วยน้ำยามาควิสสามารถแยกความแตกต่างของสี ที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างตัวยาบ้ากับน้ำยามาควิสได้ อย่างไรก็ตามผู้ผลิตและผู้เสพยังคงนิยมใช้สีส้ม เป็นสัญลักษณ์ของยาบ้าอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง” นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว   กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์      17 กุมภาพันธ์ 2555     โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์                                      มือถือ 08 1811 2926 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ               มือถือ 08 1708 2949 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย                           มือถือ 08 9924 7374               ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2951-0000 ต่อ 99017, 99081                                                        โทรสาร.0-2591-1707                                                                                       Drug/Kai 55

 

หมวดหมู่: สาธารณสุข

รมช.สธ.เตือนอันตรายกินเมล็ดสบู่ดำ...อาจถึงตาย

อ, 02/21/2012 - 00:00

          รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตือนอันตรายจากสบู่ดำมีสารพิษที่ทำให้เสียชีวิตได้ แต่ละปีมีรายงานผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าสารสกัดจากเมล็ดสบู่ดำมีสรรพคุณทางยา แต่มีฤทธิ์ข้างเคียงสูง

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการปลูกต้นสบู่ดำกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในบ้าน โรงเรียนและพื้นที่แปลงเกษตร เพื่อนำเมล็ดมาสกัดเป็นไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซล แต่ไม่ได้เตือนถึงอันตรายของสบู่ดำ ทำให้ในแต่ละปีมีรายงานผู้ที่ได้รับพิษจากการกินเมล็ดสบู่ดำจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆ อายุระหว่าง 3-15 ปีที่กินด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งทุกส่วนของสบู่ดำ ทั้งใบ ยาง ผล และเมล็ดมีความเป็นพิษ โดยเฉพาะเมล็ดสบู่ดำเป็นส่วนที่มีพิษเคอซิน (curcin) มาก   หากกินเมล็ดเข้าไปประมาณ 1 ชั่วโมง จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ในรายที่อาการรุนแรงอาจมีอาการมือและเท้าเกร็ง หายใจหอบ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเป็นสายพันธุ์ที่มีสารพิษสูง กินเพียง 3 เมล็ดก็เกิดอันตรายได้ สำหรับวิธี ปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากพบผู้ป่วยกินเมล็ดสบู่ดำ ให้ดื่มนมจำนวนมากๆ ทำให้อาเจียน หรือใช้ผงถ่านกัมมันต์ เพื่อดูดซับสารพิษและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ส่วนยางสบู่ดำมีสารพิษโฟบอลเอสเทอร์ (Phorbal estor) หากน้ำยางของสบู่ดำถูกผิวหนังจะเกิดการแพ้ ระคายเคือง ปวดแสบอย่างรุนแรง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำสบู่ทันที  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ต้นสบู่ดำ ภาคเหนือเรียกว่า ละหุ่งฮั้ว ภาคอีสานเรียก มะเยา สีหลอด ภาคใต้เรียก หงเทศ มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 3-5 เมตร มียางเหนียวสีเหลือง ผลมีรูปรี ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะมีสีเหลืองแล้วเป็นสีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด โดยสบู่ดำมีสรรพคุณใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนไทย แต่ต้องใช้โดยผู้ที่มีความรู้ การศึกษาวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ เมื่อทำการทดสอบในหลอดทดลองมีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม นอกจากนี้ยังได้ทำการศึกษาวิจัยทางคลินิก พบว่า ยาแคปซูลของสารสกัดแยกส่วนจากสารสกัดเอทานอลของเมล็ดสบู่ดำ ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย คือ ท้องเดิน หรือเกิดอาการซีดและแม้ว่าได้ทำการแยกส่วนสกัดย่อยลงไปอีกก็ยังพบว่ายามีผลต่อการกดภูมิต้านทานแบบผันกลับได้ในผู้ป่วยเอดส์ ดังนั้นแม้ว่าการวิจัยทางคลินิกจะยุติลงเนื่องจากพบอาการข้างเคียง แต่หากมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง โดยศึกษาการแยกสกัดสารที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ข้างเคียงจากสารออกฤทธิ์ในเมล็ดสบู่ดำได้ รวมทั้งพัฒนาอนุพันธุ์ของสารออกฤทธิ์หรือศึกษาวิจัยในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ เช่น ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ฉวยโอกาส กระตุ้นภูมิต้านทาน ฯลฯ    สบู่ดำก็จะเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาสำหรับมนุษย์ต่อไป                                                              กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์      21 กุมภาพันธ์ 2555           โฆษกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1. ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์                                มือถือ 08 1811 2926 2. เภสัชกรหญิงลักษณา ลือประเสริฐ               มือถือ 08 1708 2949 3. นางกาญจนี หวังถิรอำนวย                       มือถือ 08 9924 7374                   ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2951-0000 ต่อ 99017, 99081                                                        โทรสาร.0-2591-1707                                                                                                           Medpla/Kai 55
หมวดหมู่: สาธารณสุข

สธ. จับมือภาครัฐและองกรค์เอกชน อบรมพี่เลี้ยงทีมระบาดวิทยา One Health ระดับอำเภอและจังหวัด เสริมศักยภาพการเฝ้าระวัง รายงานสถานการณ์และสอบสวนโรคร่วมกัน

จ, 02/20/2012 - 16:38
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  มีนโยบายการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย  การจัดการที่มีประสิทธิผลทันการณ์ เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรคระบาด และภัยสุขภาพ  โดยสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการป้องกันควบคุมโรคที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคติดต่ออุบัติใหม่ เช่น โรคซาร์ส  โรคไข้หวัดนก (H5N1) เป็นต้น  ซึ่งโรคติดต่ออุบัติใหม่มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่คน จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสุขภาพคน สัตว์ และสัตว์ป่า รวมถึงหน่วยงานในภาคเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับแก้ไขปัญหาโรคติดต่อที่จะเกิดขึ้นร่วมกันอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงมอบหมายให้กรมควบคุมโรคเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานและประสานความร่วมมือดังกล่าว วันนี้(20 กุมภาพันธ์ 2555) ที่โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพฯ  นายแพทย์สุวรรณชัย  วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการอบรมพี่เลี้ยงทีมระบาดวิทยา One Health ระดับอำเภอและจังหวัด ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ Support Training to strengthen One Health Epidemiological Teams at the Provincial & District Level ว่า ในการดำเนินงานการอบรมพี่เลี้ยงทีมระบาดวิทยาในครั้งนี้  เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข, กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์, กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สมาคมนักระบาดวิทยาภาคสนาม, องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID)  และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา (US CDC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งทีมงานด้านระบาดวิทยา One Health ระดับอำเภอและจังหวัด โดยประยุกต์ใช้ระบาดวิทยาในการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค เสริมสร้างศักยภาพทางวิชาการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการรายงานสถานการณ์โรค และสอบสวนการระบาด พัฒนาทักษะการให้คำปรึกษาชี้แนะของพี่เลี้ยงทีมจังหวัดและอำเภอ และพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมด้านระบาดวิทยาภาคสนามแบบสหสาขาวิชาชีพในการเฝ้าระวังและสอบสวนการระบาด รวมทั้งการจัดทำกรณีศึกษา   ผู้เข้าร่วมการอบรมประกอบด้วยบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุข, กรมปศุสัตว์, กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์การทำงานระหว่างในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนและสัตว์  และสามารถทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมอบรมโครงการได้  ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ตามความหมายของ One Health คือ ความมุ่งมั่นร่วมมือระหว่างหลายสาขาวิชาและหน่วยงาน ที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และถึงระดับโลก โดยมีเป้าหมายมุ่งไปสู่การมีสุขภาพที่ดีของคน สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า พืช และสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ร่วมกัน นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมพี่เลี้ยงทีมระบาดวิทยา One Health ระดับอำเภอและจังหวัดครั้งนี้ จัดเป็น 4 ระยะ  โดยการอบรมระหว่างวันที่ 20-24 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นการจัดอบรมครั้งที่ 1 ส่วนครั้งที่ 2 จัดในวันที่ 12-16 มีนาคม 2555 เป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการของทีมจังหวัด ครั้งที่ 3 เป็นการลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนามร่วมกันประมาณ 3 เดือน และครั้งที่ 4 เป็นการประชุมสัมมนาสรุปผลการดำเนินโครงการในเดือนกรกฎาคม 2555  เพราะฉะนั้น จึงมีความคาดหวังว่าความร่วมมือหลังผ่านการอบรมครั้งนี้จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทย สามารถตอบโต้กับสถานการณ์การระบาดและสามารถสอบสวนโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไป
หมวดหมู่: สาธารณสุข

กรมอนามัย จัดประชุมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพนานาชาติ มุ่งเป้าสุขภาพคนไทยยั่งยืน

จ, 02/20/2012 - 13:44
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดการประชุมสัมมนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพนานาชาติ (HPH : Winter School 2012) บูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพด้วยเกณฑ์โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพยกระดับนานาชาติ เพื่อสุขภาพดีของคนไทยอย่างยั่งยืน วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2555) ดร.นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยในการประชุมสัมมนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพนานาชาติ (HPH : Winter School 2012) ณ โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพมหานคร ว่า องค์การอนามัยโลกได้ให้ความสำคัญและผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนำกลยุทธ์การส่งเสริมสุขภาพ บูรณาการกับงานรักษา ป้องกันโรค และฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงกำหนดให้โรงพยาบาลต้องมีบทบาทในการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อสร้างสุขภาพให้แก่บุคลากรโรงพยาบาล ผู้รับบริการ ครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยกรมอนามัยได้นำนโยบายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตามแนวปฏิบัติ “From Concept to Practice” มาดำเนินการตั้งแต่ปี 1999 จนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่การจัดทำมาตรฐานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ การประเมินรับรอง การบูรณาการร่วมกับระบบคุณภาพ และมาตรฐานการป้องกันโรค เพื่อลดอัตราป่วยและเสียชีวิตของประชาชน รวมทั้งให้โรงพยาบาลและบุคลากรเป็นต้นแบบด้านสุขภาพ โดยจัดให้มี Health promotion clinic ควบคู่กับ Medical clinic ชุมชนมีศักยภาพในการดูแลตนเอง และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยและเอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพ ดร.นพ.สมยศ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพทั่วประเทศทั้งสิ้นจำนวน 920 แห่ง เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 829 แห่ง สังกัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 67 แห่ง สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 9 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน จำนวน 14 แห่ง และสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 1 แห่ง โดยโรงพยาบาลที่ผ่านการประเมินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพครบ 3 ปีแล้ว จะต้องได้รับการประเมินซ้ำ ซึ่งในปี 2554-2555 มีโรงพยาบาลที่จะรับการประเมินซ้ำทั้งสิ้นจำนวน 237 แห่ง “ทั้งนี้ การดำเนินงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในปัจจุบัน นับว่าแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา สำหรับในทวีปเอเชียนั้น ประเทศไต้หวัน และประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผลงานก้าวหน้ามาก ดังนั้น การจัดประชุมสัมมนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพนานาชาติ (HPH : Winter School 2012) ในครั้งนี้ ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 2 ที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพจากประเทศอื่น ๆ นำมาพัฒนาและขยายผลการดำเนินงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของประเทศไทย และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในระดับนานาชาติ สู่ผลลัพธ์คือการมีสุขภาพดีของคนไทยอย่างยั่งยืน” ดร.นพ.สมยศ กล่าว อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า การพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างสุขภาพดีของประชาชน และเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างสุขภาพดีของผู้รับบริการ ครอบครัว บุคลากรในโรงพยาบาลและชุมชน สาเหตุเพราะการส่งเสริมสุขภาพนั้นเป็นความรับผิดชอบของทุกคน ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลตนเองและเป็นความร่วมมือของคนในสังคมที่จะสร้างเสริมการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่แรกเกิด วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ กลุ่มสื่อสารองค์กร / 20 กุมภาพันธ์ 2555
หมวดหมู่: สาธารณสุข

อย.คุมเข้มผลิตภัณฑ์สุขภาพตามแนวชายแดน พบผิดกฎหมายลงโทษหนัก

จ, 02/20/2012 - 13:18
อย.เข้ม สกัดผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย พบเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้หลายรายการ และอาหารลักลอบนำเข้าโดยเฉพาะตามแนวชายแดน กำชับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพร้อมขอความร่วมมือด่านศุลกากรเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หากพบการกระทำผิดจะได้รับโทษอย่างหนัก รวมทั้งขอให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องสงสัย ปลอม หรืออาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค แจ้งสายด่วน อย. 1556 หรือ สสจ.ทั่วประเทศ นพ. พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ยังคงพบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย อาทิ เครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 13 จ.เชียงราย ได้เก็บตัวอย่างเครื่องสำอางจากด่านแม่สาย จ.เชียงรายซึ่งเป็นเครื่องสำอางที่มีการแจ้งเตือนจาก อย. ทางแผ่นพับ จำนวน 6 ยี่ห้อ 13 ตัวอย่าง พบสารห้ามใช้ 11 ตัวอย่าง ได้แก่ ไฮโดรควิโนน กรดเรทิโนอิก (กรดวิตามินเอ) และสารปรอทแอมโมเนีย จากการตรวจสอบเครื่องสำอางทั้ง 6 ยี่ห้อ พบว่ายังไม่ได้จดแจ้งรายละเอียดกับ อย. ได้แก่ 1. มายูกิ เดอมัวร์ 2. มิสเดย์ ครีมแก้ฝ้าแก้สิว 3.ทรีเดย์ เนเชอรัล โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า 4.ทรีเดย์ ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า 5. พอลล่า ครีมทาสิว ทาฝ้า 6. ครีมชาเขียว DR. Japan เครื่องสำอางดังกล่าว อย. ได้แจ้งเตือน ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย ไปแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ได้แจ้งให้ด่านอาหารและยาแม่สายประสานกับด่าน ศุลกากรเฝ้าระวังการนำเข้าอย่างเข้มงวด และขอให้ สสจ. แจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง และเอาผิดกับผู้ขายอย่างเข้มงวด โดยผู้ขายเครื่องสำอางที่ผสมสารห้ามใช้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ขายเครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เครื่องสำอางที่ผสมสารห้ามใช้ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค โดย สารประกอบของปรอท ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางและเกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ ไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำเป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย และกรดเรทิโนอิก (กรดวิตามินเอ) ทำให้หน้าแดง แสบร้อนรุนแรง และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย มีรายละเอียดครบถ้วน ได้แก่ ชื่อเครื่องสำอาง ประเภทของเครื่องสำอาง ชื่อของสารทุกชนิดที่เป็นส่วนผสม วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า เดือนที่ผลิตหรือหมดอายุ คำเตือน และเลขที่ ใบรับแจ้ง ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ขอให้ระมัดระวังการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ เช่น อาหารและยา ตามแนวชายแดน เนื่องจากมีการนำขนมหมดอายุ หรืออาหารที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน นำมาบรรจุใหม่และจำหน่ายให้ประชาชนในราคาถูก รวมทั้งขนมที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีการแสดงฉลากภาษาไทยและไม่มีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. และขนมที่เลียนแบบขนมที่วางขายอย่างถูกต้องวางจำหน่ายตามแนวชายแดน และตลาดตามหมู่บ้านในชนบท ดังนั้น ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์อาหารขอให้ดูที่ฉลาก ต้องมีเลขสารบบ 13 หลัก ในกรอบเครื่องหมาย อย. วันเดือนปีที่ผลิต และหมดอายุ หรือ ควรบริโภคก่อน ส่วนประกอบสำคัญ กรณีผลิตในประเทศต้องแจ้งชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้แบ่งบรรจุ กรณีเป็นอาหารนำเข้า ต้องแสดงใบอนุญาตนำเข้า ชี้แจงที่ตั้งของผู้นำเข้า คำเตือน เป็นต้น สำหรับยา ไม่ควรซื้อยากินเองควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกรก่อนการใช้ยา หากจำเป็นต้องซื้อยาให้ซื้อจากร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน ดูเลขทะเบียนตำรับยา เอกสารกำกับยา ฉลากคำเตือน ข้อควรระวังในการใช้ วันผลิต วันหมดอายุ เพื่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย.ได้ประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัดและด่านศุลกากรร่วมกันเฝ้าระวังและตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้บริโภคช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องสงสัย ปลอม ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน หรืออาจเป็นอันตราย ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 20 กุมภาพันธ์ 2555
หมวดหมู่: สาธารณสุข

สธ.ชงขอตำแหน่งขรก.2พันอัตราเล็งจ้างพนักงานชั่วคราวต่อเนื่อง4ปี สธ.ชงขอตำแหน่งขรก.2พันอัตราเล็งจ้างพนักงานชั่วคราวต่อเนื่อง 4 ปี

จ, 02/20/2012 - 11:52
"รองปลัด สธ." เตรียมเสนอ "วิทยา"รับทราบกรณีขอตำแหน่ง ขรก.สธ. 2 พันอัตรา ให้แพทย์จบใหม่ได้ตำแหน่งก่อน เล็งปรับรูปแบบการจ้างงานลูกจ้างชั่วคราว เป็นพนักงานสธ.จ้างต่อเนื่อง 4 ปี นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจาร่วมกับสำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกำลังคนด้านสาธารณสุข ว่าจากการที่เจรจาเบื้องต้นนั้น สธ.จะดำเนินการเสนอขอตำแหน่งบุคลากรประมาณ 2,000 ตำแหน่ง เนื่องจากแพทย์จบใหม่จะต้องดำเนินการเลือกสถานบริการที่จะลงในต้นเดือนเมษายน 2555 นี้แล้ว ซึ่งหากได้ตำแหน่งช้าอาจจะเสียสิทธิหลายอย่าง โดยตนจะเสนอต่อนายวิทยาบุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) เร็วๆ นี้ เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบอีกครั้ง นอกจากนี้ กรณีการแก้ปัญหาลูกจ้างชั่วคราวประมาณ 30,000 คนนั้น สธ.เห็นว่าเพื่อความเป็นธรรมแก่บุคลากรที่เป็นลูกจ้างมานาน มีอายุงานตั้งแต่ 5 ปีที่มีประมาณ 4,000 ตำแหน่ง สธ.เห็นว่าน่าจะบรรจุให้ผู้ที่มีอายุงานดังกล่าวก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้งบฯ จ้างงานประมาณ 690 ล้านบาทต่อปี แต่ส่วนนี้ ก.พ.ยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน หากแต่เป็นข้อเสนอของ สธ.เท่านั้น "สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวเบื้องต้นอาจจะมีการปรับรูปแบบการจ้างงานใหม่ เช่น กรณีเป็นลูกจ้างชั่วคราว อาจจะมีการจ้างงานในลักษณะของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข โดยจ้างเป็นเทอมเทอมละ4 ปี แล้วมอบสวัสดิการคล้ายๆกับข้าราชการ เพื่อเสริมขวัญและกำลังใจแก่บุคลากร ซึ่งหากหารือในรายละเอียดเสร็จจะเสนอให้ ก.พ.พิจารณาอีกครั้ง" นพ.โสภณกล่าว
หมวดหมู่: สาธารณสุข

หนุนตั้งรพ.แพทย์แผนไทยขยายบริการรักษาพยาบาลผู้ป่วย

จ, 02/20/2012 - 11:37
นายวิทยา บุรณศิริ รมว.กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย ระหว่างนพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กับ รศ.ผดุงยศ ดวงมาลา รองอธิการบดีฝ่ายศิษย์เก่าและชุมชนสัมพันธ์มหาวิทยาสงขลานครินทร์ รศ.ดร.วินิจ โชติสว่างอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานจ.สกลนคร และ ผศ.ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นายวิทยา กล่าวว่า ในปี 2555 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีเป้าหมายพัฒนาการแพทย์แผนไทย3 เรื่องหลักได้แก่ 1.ให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งมีบริการการแพทย์แผนไทยครอบคลุมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2.เปิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยจำนวน 10 แห่ง ให้บริการตรวจรักษาทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และในชุมชนด้วยแพทย์แผนไทยรักษาด้วยยาแผนไทย ทั้งยาเดี่ยวและยาตำรับ เป็นทางเลือกประชาชนอย่างครบสูตร ผสมผสานกับแผนปัจจุบัน ประกอบด้วยโรงพยาบาลศูนย์ 2 แห่ง ได้แก่รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี รพ.พระปกเกล้าจันทบุรี จ.จันทบุรี โรงพยาบาลชุมชน 7 แห่ง ได้แก่รพ.สมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่,รพ.เทิง จ.เชียงราย,รพ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี,รพ.วังน้ำเย็น รพ.วัฒนานครจ.สระแก้ว, รพ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ, รพ.ท่าโรงช้างจ.สุราษฎร์ธานี และที่ กทม. 1 แห่ง คือ รพ.การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสานที่ยศเส และ 3.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาแนวทางการเบิกค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน สำหรับโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย 1 ชุด มีอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางเบิกค่ารักษาพยาบาลโรคต่างๆ ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยจะศึกษาในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย 13 แห่ง ซึ่งรวมของมหาวิทยาลัย3 แห่งด้วย ถือเป็นการปูทางครั้งแรกของประเทศเนื่องจากยังไม่เคยมีการกำหนดมาก่อน คาดว่าจะประกาศใช้ทันในปีนี้ ด้าน นพ.สุพรรณ กล่าวว่า โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยทั้ง 10 แห่งนี้ จะบูรณาการบริการตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยให้สอดรับกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น เอกซเรย์ ตรวจเลือด การส่งต่อผู้ป่วย โดยมีแพทย์แผนไทยและบุคลากรที่เกี่ยวข้องดำเนินการ มีบริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ใช้ยาแผนไทยทั้งยาเดี่ยวและสูตรตำรับที่มีส่วนผสมสมุนไพรหลายตัว ที่มีทั้งนอกและในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ รักษาผู้ป่วยได้หลายระบบ เช่น โรคสะเก็ดเงินเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคที่เกี่ยวกับโลหิตสตรี โรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและโครงสร้างเป็นต้น และรักษาได้ทุกสิทธิสวัสดิการทั้งรักษาด้วยยา และการนวด การอบ การประคบสมุนไพร
หมวดหมู่: สาธารณสุข

อย. มอบคาถา 3 ข้อ ใช้คอนแทคเลนส์ “บิ๊กอาย”อย่างปลอดภัย

พฤ, 02/16/2012 - 14:21
อย.เตือน!! ก่อนใช้คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อการใช้งานอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงศึกษาวิธีการใช้ คำเตือน วิธีการเก็บรักษา ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวัง ที่สำคัญเลือกซื้อคอนแทคเลนส์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. แล้ว โดยสังเกตได้จากเครื่องหมาย อย. บนฉลากกล่อง และควรสังเกตเดือน ปี ที่หมดอายุ ไม่ควรซื้อจากร้านค้า แผงลอยตามตลาด หรือศูนย์การค้า เพราะอาจเสี่ยงกับคอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงหากใช้ไม่ถูกวิธี อาจถึงขั้นตาบอดได้ จึงขอมอบคาถา 3 ข้อ คือ 1. ใช้คอนแทคเลนส์ ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. 2.ใช้อย่างถูกวิธี 3. รักษาความสะอาดอยู่เสมอ นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัสที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เพื่อแก้ไขความผิดปกติของสายตาหรือเพื่อความสวยงาม จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องได้รับอนุญาตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส ดังนั้น คอนแทคเลนส์หรือเลนส์สัมผัส บนฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์นั้นจะต้องระบุ ชื่อสินค้า วัสดุที่ใช้ทำ ค่าพารามิเตอร์ (กำลังหักเห ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง รัศมีความโค้ง) เลขที่ใบอนุญาต ระยะเวลาการใช้งาน วิธีการใช้ วิธีการเก็บรักษา คำเตือนโดยแสดงข้อความว่า “การใช้เลนส์สัมผัสควรได้รับ การสั่งใช้ และตรวจติดตามทุกปี โดยจักษุแพทย์หรือผู้ประกอบโรคศิลปโดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์เท่านั้น” “การใช้คอนแทคเลนส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ที่ผิดวิธีมีความเสี่ยงต่อการอักเสบหรือการติดเชื้อของดวงตา อาจรุนแรงถึงขั้นเสียสายตาอย่างถาวรได้” ข้อห้ามใช้โดยแสดงข้อความว่า “ห้ามใส่คอนแทคเลนส์สัมผัสนานเกินระยะเวลาใช้งานที่กำหนด” “ห้ามใช้เลนส์สัมผัสร่วมกับบุคคลอื่น” “ห้ามใส่เลนส์สัมผัสทุกชนิดเวลานอน ถึงแม้จะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตาม ควรถอดล้างทำความสะอาดทุกวัน” รวมทั้งข้อควรระวังในการใช้ ทั้งนี้ ผู้ขายต้องขายเฉพาะคอนแทคเลนส์หรือเลนส์สัมผัสที่ได้รับอนุญาตจาก อย. และต้องดูแลให้มีฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ตามที่ได้รับอนุญาตไว้ รวมถึงการโฆษณาคอนแทคเลนส์หรือเลนส์สัมผัสใดๆ ต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ก่อน รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ก่อนตัดสินใจใช้คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาจักษุแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อการใช้งานอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงศึกษาวิธีการใช้ วิธีการเก็บรักษา ระยะเวลาการใช้งาน คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวัง ที่สำคัญ เลือกซื้อคอนแทคเลนส์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. แล้ว โดยสังเกตได้จากเครื่องหมาย อย. บนฉลากกล่อง และควรสังเกตเดือน ปี ที่หมดอายุ ไม่ควรซื้อคอนแทคเลนส์จากร้านค้า แผงลอยตามตลาด หรือศูนย์การค้า เพราะอาจได้รับอันตรายจากการใช้คอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน และก่อนการใช้ควรอ่านฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ให้เข้าใจเสียก่อน เพราะหากใช้ไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดการแพ้ ติดเชื้อ กระจกตาเป็นแผล จนถึงขั้นตาบอดได้ ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับผู้ใช้คอนแทคเลนส์ คือ การรักษาความสะอาดอย่างไม่ถูกต้อง ทั้งการล้าง แช่ และเก็บรักษา ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียอันตรายถึงขั้นทำให้ตาบอดได้เช่นกัน ดังนั้น เพื่อการใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัย อย.จึงขอมอบคาถา 3 ข้อ คือ 1. ใช้คอนแทคเลนส์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. 2. ใช้อย่างถูกวิธี 3. รักษาความสะอาดอยู่เสมอ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 16 กุมภาพันธ์ 2555
หมวดหมู่: สาธารณสุข

กรมควบคุมโรค พัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อในจังหวัดชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง เตรียมรับมือการเคลื่อนย้ายประชากรเข้า-ออกประเทศที่เพิ่มขึ้น

พฤ, 02/16/2012 - 10:37
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเตือนภัย การจัดการที่มีประสิทธิผลทันการณ์ เมื่อเกิดภัยพิบัติ โรคระบาด และภัยสุขภาพ โดยการดูแลกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้แก่ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ  รวมถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะอื่น ๆ เช่น แรงงานต่างด้าว ซึ่งในขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยจำนวนมาก และมีโอกาสเจ็บป่วยหรือแพร่เชื้อโรคได้ กระทรวงสาธารณสุข จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบการดำเนินการและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อบริเวณพื้นที่ชายแดน ทั้งในด้านการจัดบริการสุขภาพ การเข้าถึงบริการและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ เอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ วันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2555) ที่โรงแรมวิวโขง จังหวัดนครพนม  นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อชายแดนลุ่มแม่น้ำโขงว่า  กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข มีการเตรียมพร้อมสำหรับการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558  ซึ่งจากข้อตกลงการจัดทําเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA)  จะส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายของประชากรและสินค้าเพิ่มมากขึ้น และเกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศได้ โดยเฉพาะการแพร่โรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญ เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้หวัดนก อหิวาตกโรค เอดส์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และวัณโรค เป็นต้น โดยการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่  ในการบริหารจัดการ และพัฒนาระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม             ผู้เข้าร่วมการประชุมประกอบด้วย ผู้รับผิดชอบงานป้องกันควบคุมโรคระหว่างประเทศจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น ด่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในอำเภอชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย  บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร  อำนาจเจริญ และจังหวัดอุบลราชธานี ผู้รับผิดชอบงานสาธารณสุขชายแดนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด เจ้าหน้าที่ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งผู้แทนจากสำนักที่เกียวข้องจากส่วนกลางของกรมควบคุมโรค  ซึ่งการประชุมประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายและทิศทางการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคติดต่อชายแดน” และ “ความร่วมมือการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคติดต่อชายแดน”นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายหมู่ การแบ่งกลุ่มวิเคราะห์สถานการณ์และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา  เพื่อพัฒนาศักยภาพและแนวทางการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นายแพทย์สุวรรณชัย  กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ของโรคติดต่อบริเวณชายแดนลุ่มแม่น้ำโขงในพื้นที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี พบว่าโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) ในปี 2554 มีรายงานโรคไข้เลือดออก จำนวน 4,186 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 65.99 ต่อแสนประชากร มีผู้เสียชีวิต 2 ราย อัตราตายเท่ากับ 0.03 อัตราป่วยตายเท่ากับร้อยละ 0.05  โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) มีรายงานโรคไข้มาลาเรีย จำนวน 772 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 12.17 ต่อแสนประชากร มีผู้เสียชีวิต 1ราย  และโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) มีรายงานโรคเลปโตสไปโรซิส จำนวน 643 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 10.1 ต่อแสนประชากร มีผู้เสียชีวิต 1 ราย   “ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีความคาดหวังให้เกิดผล 5 ประการ คือ 1.มีระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคในพื้นที่ชายแดนที่เข้มแข็ง และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครือข่าย 2.มีทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว(SRRT) ที่มีประสิทธิผล รวมถึงมีการสอบสวนโรคร่วมกันระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ในกรณีที่มีการระบาดของโรคเกิดขึ้น 3.ด่านป้องกันควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ 4.มีแผนงานการป้องกันควบคุมโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสำคัญในบริเวณชายแดน เช่น วัณโรค  โรคเอดส์ หรือโรคอุบัติใหม่ที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น  ไข้หวัดนก  เป็นต้น และ 5.มีการผลักดันให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างจังหวัดชายแดน เพื่อการเตือนภัยและเฝ้าระวังโรคติดต่อที่สำคัญ ซึ่งจะสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวทิ้งท้าย  
หมวดหมู่: สาธารณสุข

สธ.เตรียมถก ก.พ.แก้ปัญหาอัตราบุคลากร 15 ก.พ.นี้

พ, 02/15/2012 - 13:41
นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ เสนอในที่ประชุมถึงปัญหาเกี่ยวกับกำลังคนด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นเรื่องแจ้งให้ทราบ แต่ยังไม่มีมติใดๆ โดยปัญหาหลัก คือ เรื่องการขอตำแหน่งทางข้าราชการจากสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร โดยกลุ่มนี้จะต้องใช้ทุนหลังจบใหม่ในช่วงเดือนเมษายน 2555 ซึ่งมีอยู่กว่า 2,600 ตำแหน่ง โดย สธ.มีตำแหน่งอยู่ที่600 ตำแหน่ง แต่ยังขาดอีกกว่า 2,000 ตำแหน่ง จึงได้เสนอขอ ก.พ.แต่ยังไม่ทราบว่าสุดท้ายจะรองรับได้กี่ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการขอตำแหน่งบรรจุเป็นข้าราชการให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวของภาครัฐที่รวมทั้งพยาบาลวิชาชาชีพ เภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุข ด้านอื่นๆ ที่รอบรรจุประมาณ 30,000 ตำแหน่ง จากปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ตนจะเข้าหารือกับรองเลขาธิการ ก.พ.เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว “สธ.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลระบบบริการสาธารณสุข ยืนยันว่า ปัญหาขาดแคลนบุคลากรมีจริง ซึ่ง ก.พ.เคยจ้างนักวิจัยสำรวจและวิเคราะห์แล้ว ก็พบว่าขาดแคลนอย่างมาก และต้องเร่งแก้ปัญหาข้าราชการรอบรรจุ ที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวด้วย เนื่องจากทุกตำแหน่งล้วนมีภาระหน้าที่ ซึ่งต้องรับผิดชอบที่หนักเช่นกัน ดังนั้น เรื่องการดูแลคุณภาพชีวิต และสวัสดิการ ความมั่นคงก็ต้องเกิดขึ้นกับบุคลากร สธ.เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทาง กพ.ยังให้เหตุผลเช่นเดิมว่า ติดขัดแค่ปัญหาเรื่องงบประมาณค่าตอบแทนแต่ละตำแหน่ง ดังนั้นในการหารือก็จะเร่งหาทางออกร่วมกัน อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อไป” นพ.โสภณ กล่าว
หมวดหมู่: สาธารณสุข

สธ. ประกาศ ปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง ทั่วประเทศ ภายใน กันยายน 2555

พ, 02/15/2012 - 00:00

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2555) นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สธ. พร้อมด้วย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดี กรมสุขภาพจิตและคณะผู้บริหารกรมสุขภาพจิต แถลงข่าว โครงการ “ปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง: สู่ชีวิตใหม่โดยชุมชน”เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาจนสามารถปลดโซ่ตรวนได้ ตลอดจนได้รับการติดตามดูแลต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับการส่งเสริม ฝึกทักษะอาชีพให้สามารถดำรงชีวิตในชุมชน นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สธ. กล่าวว่า ผู้ป่วยจิตเวช โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิต (Psychotic disorders) จะมีอาการเรื้อรัง ต้องได้รับการดูแลรักษาเป็นเวลานาน และต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของญาติผู้ดูแลเป็นสำคัญ ทั้งนี้ จากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตเมื่อปี 2551 พบว่าคนไทยที่มีอายุ 15-59 ปี มีความชุกของโรคจิต ร้อยละ 0.8 ประมาณการว่ามีประมาณ 4 แสนราย ทั่วประเทศ โรคจิตที่สำคัญและพบมาก คือ โรคจิตเภท (Schizophrenia) พบประมาณร้อยละ 70 ของโรคจิตทั้งหมด ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญและรุนแรงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคคลและครอบครัวเป็นอย่างมาก พบว่าร้อยละ 35.7 ของโรคจิตเภท จะมีอาการตลอดไม่ทุเลาและส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องรับประทานยานานต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี เพื่อป้องกันอาการกำเริบหรือกลับซ้ำ หากมีอาการกลับเป็นซ้ำครั้งที่ 2 ต้องรับประทานยาต่อเนื่องอีก 5 ปี และหากเป็นซ้ำครั้งที่ 3 อาจต้องรับประทานยานานตลอดชีวิต เนื่องจาก ผู้ป่วยไม่คิดว่าตนเองป่วย (Poor insight) จึงรับประทานยาไม่สม่ำเสมอทำให้มีอาการกำเริบได้บ่อย รมช.สธ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ยังพบว่า มีผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามโซ่ตรวน/กักขัง อยู่ทั่วประเทศ แต่ยังไม่มีการสำรวจว่ามีจำนวนแท้จริงเท่าไร ซึ่งสาเหตุของการล่ามขัง เกิดขึ้นจาก 1. ผู้ป่วยมีอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น 2.การดูแลรักษาที่ผ่านมา ไม่สามารถลดอาการของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องและไม่สามารถสร้างความมั่นใจแก่ญาติและชุมชนได้ 3. ญาติและชุมชนเป็นกังวล หวาดกลัว และอาจมีเจตคติทางลบต่อผู้ป่วยและอาการเจ็บป่วย และ 4. ญาติและชุมชนไม่สามารถใช้ทางเลือกอื่นหรือไม่ทราบทางเลือกอื่นที่ดีกว่าการล่ามขังเพื่อควบคุมผู้ป่วย ซึ่งการปล่อยให้ผู้ป่วยที่ถูกล่ามขัง ไม่ให้ได้รับการรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ และฝึกทักษะต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมของบุคลิกภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมถดถอย จนกระทั่งอาจไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ การล่ามโซ่/กักขังผู้ป่วยจิตเวชเหมือนไม่ใช่ คน จะยิ่งทำให้สภาพจิตที่ย่ำแย่ของพวกเขาเลวร้ายลงไปอีก ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างภาระ ทั้งต่อครอบครัวและชุมชนมากขึ้นไปอีก รมช.สธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายกรมสุขภาพจิตดำเนิน“ปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง: สู่ชีวิตใหม่โดยชุมชน” โดยตั้งเป้าไว้ 100% ทั่วประเทศ ได้รับการปลดโซ่ตรวนสำเร็จภายในปี 2555 เริ่มดำเนินโครงการ 1 มีนาคมนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามโซ่ตรวน/กักขัง ในชุมชนได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยในการดำรงชีวิตใหม่ในชุมชนได้ตามปกติ ช่วยประคับประคองจิตใจญาติและปรับเปลี่ยนทัศนคติของชุมชน ตลอดจนศึกษาหาองค์ความรู้เพิ่มเติมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปล่อยให้ผู้ป่วยจิตเวชถูกล่ามโซ่ตรวน/กักขังในชุมชน ซึ่งหากผู้ป่วยได้มีโอกาสกลับมาดำเนินชีวิตใหม่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพตามปกติเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปอีกครั้ง ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพ ได้ ย่อมเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในการหารายได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัว ชุมชนและสังคม อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยจิตเวชเมื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะมีศักยภาพไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป สามารถเป็นพลังสำคัญทางสังคมอันยิ่งใหญ่ รวมทั้ง ต้องการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในชุมชนเช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป โรคจิตใช่ว่าจะต้องเป็นไปตลอดชีวิต เป็นความเจ็บป่วยอีกอย่างหนึ่งที่สามารถเยียวยารักษาได้ ยิ่งรักษาเร็วจะรักษาให้หายได้ และแม้รักษาช้าหรือเป็นเรื้อรัง ก็สามารถรักษาให้อยู่ในอาการทุเลาที่จะทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ สำคัญที่ครอบครัวและชุมชนต้องให้โอกาส ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยถูกล่ามขัง สามารถโทรแจ้งได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า กรมสุขภาพจิต เคยดำเนินการปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเวชครั้งแรกในปีงบประมาณ 2543-2544 โดยนำผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขังมาบำบัดรักษาและกลับไปอยู่ในชุมชนหลังอาการทุเลา แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งการรักษาโรคจิตเวชมีความก้าวหน้าไปมาก ตลอดจนมีการพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยจิตเวช แต่กลับพบว่ายังมีผู้ป่วยจิตเวชถูกล่ามขังอยู่ในชุมชน มีทั้งล่ามขังแบบชั่วคราวและล่ามขังตลอดเวลา จึงทำให้ผู้ป่วยบางคนขาดการรักษา มีอาการกำเริบ และด้วยการเห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้มอบหมายกรมสุขภาพจิตดำเนินโครงการนี้อีกครั้ง โดย กำหนดแนวทางการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ค้นหา/สำรวจผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามโซ่ตรวนทั่วประเทศ โดยอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เริ่มดำเนินการ เดือนมีนาคม 2555 ระยะที่ 2 นำผู้ป่วยที่ถูกล่ามขังมาบำบัดรักษา ดำเนินการ เดือนเมษายน – มิถุนายน 2555 ระยะที่ 3 การฟื้นฟูและสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยจิตเวชที่ถูกล่ามขัง กลับสู่ชุมชน โดยการสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องและมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเพื่อป้องกันการกลับมาล่ามขัง ซ้ำ และ ติดตามประเมินผล การดำเนินงาน เดือน กันยายน 2555 ********************** www.dmh.go.th 15 กุมภาพันธ์ 2555

หมวดหมู่: สาธารณสุข

กรมควบคุโรคเตือนระวังโรคฉี่หนูออฟฟิศ

อ, 02/14/2012 - 11:16
กรมควบคุมโรคเตือนอย่าชะล่าใจ "หนูออฟฟิศ" เสี่ยงโรคฉี่หนูเช่นกัน ย้ำการติดต่อไม่แค่เดินย่ำน้ำ อาหาร-น้ำดื่ม-การหายใจมีโอกาสติดเชื้อแนะทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมอย่าให้เป็นแหล่อาศัยเกรงแพทย์รักษาไม่ทันเพราะไม่มีประวัติลุยน้ำ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ ในฐานะโฆษกกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส จะพบได้เฉพาะในท้องทุ่งนา หรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหนูที่อาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือน หรือสำนักงานต่างๆ ก็เป็นพาหะของโรคนี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากโรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในหนู วัว ควาย ดังนั้น อาคารสำนักงานควรทำสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในลักษณะที่ไม่เอื้อต่อการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู เช่น กำจัดอาหารตกค้างไม่ให้เป็นสิ่งดำรงชีพของหนู หากมีหนูควรใช้อุปกรณ์ดักหนูและกำจัดออกไป ตามด้วยการทำความสะอาด และจัดเก็บมุมสกปรกหรือมุมอับไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนู น.พ.รุ่งเรืองกล่าวว่า โรคฉี่หนูมีระยะฟักตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 10 วัน หรืออยู่ในช่วง 4-19 วัน แต่อาจจะเร็วภายใน 2 วัน หรือนานถึง 26 วัน อาการของผู้ป่วยที่พบบ่อย ได้แก่ไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง มักปวดที่น่อง โคนขา และกล้ามเนื้อหลัง ตาแดงอาจมีไข้ติดต่อกันหลายวันสลับกับระยะไข้ลด (biphasic) และมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีผื่นที่เพดานปาก (palatal exanthema) โลหิตจาง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังและเยื่อบุ ตับแลไตวาย ดีซ่าน อาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้รู้สึกสับสน เพ้อ ซึม กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ไอมีเสมหะ อาจมีเลือดปน (hemoptysis) และเจ็บหน้าอก เป็นต้น โรคนี้ถ้ารักษาได้ทันท่วงทีจะหายเป็นปกติ แต่หากรักษาไม่ทันทำให้เสียชีวิตได้ "คนเข้าใจผิดว่าจะติดโรคฉี่หนูต่อเมื่อเดินลุยน้ำแล้วน้ำนั้นมีเชื้อโรคฉี่หนู และคนคนนั้นมีบาดแผลเท่านั้น แต่ความจริงเชื้อโรคฉี่หนูสามารถติดต่อเข้าทางตา หรือการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่วางทิ้งไว้แล้วหนูมาฉี่ใส่ได้เช่นกัน หรือการหายใจเอาละอองนิวเคลียสจากของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปแต่พบได้น้อย ส่วนภาชนะใส่อาหารที่หนูฉี่ใส่แล้วคนนำมาใส่อาหารรับประทานต่อนั้นมีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน อาจจะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าการรับประทานอาหารที่หนูฉี่ใส่โดยตรง อีกทั้งในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ จากหนูในออฟฟิศแพทย์อาจนึกไม่ถึงโรคนี้เพราะไม่มีประวัติลุยน้ำมาก่อน" นพ.รุ่งเรืองกล่าว อนึ่ง จากรายงานการเฝ้าระวังสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ในปีงบประมาณ 2554 พบจังหวัดที่มีอัตราป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรซีสสูงสุด 5 อันดับแรก คือ หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ สุรินทร์ พังงา และระนอง ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หมวดหมู่: สาธารณสุข

สธ.รณรงค์ “ฉลาดรัก เออรัก...ไม่เออเร่อ”รับวาเลนไทน์ แนะ“กอดด้วยใจมิใช่ด้วยเซ็กส์ รู้ทัน 5 ค ถนอม 5 ห”

อ, 02/14/2012 - 00:00
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2555) นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สธ. เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ฉลาดรัก เออรัก...ไม่เออเร่อ” เนื่องในวันวาเลนไทน์ ณ ศูนย์ชุมชนสร้างสรรค์ (Creative Community Center) แนะ เยาวชน “กอดด้วยใจมิใช่ด้วยเซ็กส์” พร้อม “รู้ทัน 5 ค ถนอม 5 ห” พัฒนาทักษะชีวิตเพื่อรักที่ถูกทาง รมช.สธ. กล่าวว่า เมื่อพูดถึงความรัก ทุกคนมักให้ความสำคัญเฉพาะวันวาเลนไทน์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไวต่อการรับสิ่งใหม่ และเป็นวัยที่อ่อนไหวทางความรู้สึกและอารมณ์ เป็นกลุ่มที่ชักจูงง่าย และอาจคลั่งไคล้ในกระแสนิยมวาเลนไทน์ จนยอมทำอะไรที่ไม่ถูกต้องได้ รมช.สธ. กล่าวต่อว่า การแสดงความรักต่อกันมีหลากหลายรูปแบบ วิธีง่ายที่สุด คือ “การกอด” ซึ่งต้องกอดด้วยใจมิใช่ด้วยเซ็กส์ ดังนี้ 1. กอดตนเองทุกวัน.....กระซิบว่า ฉันเกิดมาจากความรักของพ่อแม่ ฉันเป็นเจ้าของร่างกายนี้ ฉันมีทุกอย่างไม่น้อยกว่าคนอื่น ฉันเป็นคนปกติที่มีทั้งส่วนที่เปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คนแต่ละคน ในโลกมีดีในแบบของตนเอง ฉันก็เป็นคนมีดีในแบบของฉัน ฉันมีเรื่องมากมายที่อยากเรียนรู้และฉันเรียนรู้ที่จะรักตัวเองทุกวัน 2. กอดครอบครัว...บอกรักครอบครัวทุกวัน ขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ฉันเกิดมา ขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่แบเบาะ ขอบคุณที่รักฉันตามแบบที่ดีที่สุด ฉันรักพ่อแม่ตามแบบของฉัน..ซึ่งไม่น้อยกว่าที่พ่อแม่รักฉัน ขอบคุณครอบครัวที่ปลอดภัยและอบอุ่นของฉัน 3. กอดแฟน..นึกถึงแผนอนาคต ขอบคุณที่เป็นเพื่อนช่วยคิด ขอบคุณอ้อมกอดและกำลังใจเวลาท้อแท้ ขอบคุณที่เรียนรู้สิ่งดีๆ ร่วมกัน ขอบคุณที่ให้เกียรติกันเสมอมา ขอบคุณที่รักกัน 4. กอด.....สรรพสิ่ง ขอบคุณแผ่นดินที่ให้ฉันยืนอยู่ ขอบคุณต้นไม้ที่สังเคราะห์อากาศให้ฉันหายใจ ขอบคุณแม่น้ำที่ให้ฉันดื่มกิน ขอบคุณเพื่อนมนุษย์ที่พึ่งพาอาศัยกัน ฉันซาบซึ้งและรักษ์.....โลกของฉัน นอกจากนี้ รมช.สธ. ยังได้แนะเยาวชนให้มี รัก แบบไม่เออเร่อ “รู้ทัน 5 ค ถนอม 5 ห” โดย“5 ค” ได้แก่ 1.“คึก”ครื้น คือ การทำให้ขาดสติด้วยการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 2. เคลิบเคลิ้ม คือ การฟังคำพูดหวานๆ เช่น ผมรักคุณที่สุด อยากให้เราเข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้ง 3. คลอเคลีย คือ การจับมือถือแขน ถูกเนื้อ ต้องตัว การยั่วยวน รวมทั้ง การดูหนังหรือคลิปโป๊ 4. ค้างคืน คือ การเที่ยวกลางคืน การนอนพักที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่บ้าน และ 5.คุกคาม คือ การขอมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดเชื้อเชิญหรือขู่ให้หวาดกลัว ขณะที่ “5 ห” ได้แก่ 1.หวงแหน คือ การแต่งกายเหมาะสม ไม่ยั่วยวน ไม่เชิญชวน 2. เห็นค่า คือ เห็นค่าของตนเอง เห็นค่าของศีลธรรม เห็นค่าของความรักของพ่อแม่ 3. หวงห้าม คือ การไม่อยู่ในที่ลับตาคน หรือ สองต่อสอง 4. หักห้าม คือ การปฏิเสธการมีเพศสัมพันธ์อย่างชัดเจน และ 5. ห่อหุ้ม คือ ไม่ลืมใช้ถุงยางอนามัย หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ได้ วันแห่งความรักไม่ได้มีเพียงแค่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์เป็นเพียงการเตือนใจให้อย่าลืมระลึกถึง อย่าลืมให้ความสำคัญ ควรแบ่งปันความรักให้กันทุกวัน รมช.สธ. กล่าวทิ้งท้าย ********************** www.dmh.go.th 14 กุมภาพันธ์ 2555
หมวดหมู่: สาธารณสุข

อย. แนะผู้บริโภค ซื้อยาใช้เอง อ่านเอกสารกำกับยาให้ถ้วนถี่เพื่อความปลอดภัย

จ, 02/13/2012 - 15:20
อย. แนะผู้บริโภคที่นิยมซื้อยามาใช้เอง ควรเพิ่มความระมัดระวัง ก่อนใช้! อ่านเอกสารกำกับยาอย่างละเอียด ป้องกันการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง หากไม่เข้าใจปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อความปลอดภัยจากการใช้ยา นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยนำผลิตภัณฑ์ยารักษาแผลเป็นมาใช้กับแผลสด จนเกิดอาการแผลเน่า หลังรับเรื่องร้องเรียน อย.ได้ดำเนินการตรวจสอบ พบว่า ผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดจากการใช้ยาไม่ตรงตามเอกสารกำกับยา ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามักจะได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคในลักษณะดังกล่าวอยู่เสมอ และได้ดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่นิยมซื้อยามาใช้เอง และไม่ได้อ่านข้อมูลในเอกสารกำกับยา โดยใช้ยาตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งไม่ตรงตามข้อบ่งใช้ในเอกสารกำกับยา จึงเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ได้รับอันตรายจากการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการได้รับอันตรายจากการใช้ยา ขอให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อยามาใช้เอง โดยก่อนใช้ขอให้อ่านและศึกษารายละเอียดในเอกสารกำกับยา อาทิ ชื่อผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ สรรพคุณ ข้อบ่งใช้ ขนาดการใช้ วิธีใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวัง เป็นต้น โดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาแผลเป็น ไม่ควรนำไปใช้กับแผลสดโดยเด็ดขาด หรือหากไม่เข้าใจในการใช้ยาขอให้ปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยา เพื่อใช้ยาอย่างถูกต้องและปลอดภัย เลขาธิการฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า หากได้รับอันตรายจากการใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพสามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 หรืออีเมล์ : 1556@fda.moph.go.th หรือส่งจดหมายไปที่ ตู้ ปณ.1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตัวเองพร้อมตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย. อาคาร 1 ชั้น 1 ได้ทุกวันในเวลาราชการ เพื่อ อย.จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย และเป็นการปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคจากการใช้ยา กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555
หมวดหมู่: สาธารณสุข

อย.บุกทลายแหล่งจำหน่ายและเก็บเครื่องสำอางผสมสารห้ามใช้รายใหญ่

จ, 02/13/2012 - 11:21
อย. เผยผู้บริโภคร้องเรียนใช้เครื่องสำอาง Selene เกิดปัญหาหน้าดำคล้ำ สิวขึ้น สงสัยอาจเกิดจากการผสมสารห้ามใช้ จึงรุดตรวจสอบแหล่งเก็บเครื่องสำอางดังกล่าว ย่านมีนบุรี พบเครื่องสำอาง Selene หลายประเภท จำนวน 13,097 ชิ้น และได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์หาสารห้ามใช้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมทั้งพบฉลากของ Selene จำนวน 3,000 ชิ้น มูลค่าของกลางที่ยึดได้ประมาณ 5,000,000 บาท เบื้องต้นแจ้งดำเนินคดีมีโทษทั้งจำและปรับ เตือนประชาชน ก่อนซื้อเครื่องสำอางควรสังเกตฉลากภาษาไทยต้องมีข้อความครบถ้วน และอย่าหลงเชื่อโฆษณาเครื่องสำอางหน้าใสขาว เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางใดๆ ช่วยปรับเปลี่ยนสีผิวให้ขาวมากกว่าเดิมได้ นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ- อาหารและยา หรือ อย. ได้รณรงค์เร่งรัดปราบปรามผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายมาโดยตลอด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค และจากการร้องเรียนของผู้บริโภคว่าได้ซื้อเครื่องสำอาง Selene ซึ่งฉลากระบุ สธ 1099-3-5100285 เมื่อใช้แล้วเกิดปัญหาหน้าดำคล้ำ สิวขึ้น ประกอบกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูลมีหนังสือแจ้งมาว่าได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้เช่นกัน และได้เก็บตัวอย่างทดสอบเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบปรอทแอมโมเนีย โดยผลทดสอบให้ผลบวก ในครีมบำรุงก่อนนอน ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา พนักงานเจ้าหน้าที่กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง อย. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรีเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 71/247 หมู่บ้านเพอร์เฟคเพลส ถนนรามคำแหง 164 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่เก็บเครื่องสำอางตามที่มีผู้ร้องเรียน ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบ พบ 1. เครื่องสำอาง Selene Night Cream ระบุ สธ 1099-13-5100285 จำนวน 1,500 กล่อง 2. เครื่องสำอาง Selene Day Cream ระบุ สธ1099-13-5100285 จำนวน 629 กล่อง 3. เครื่องสำอาง Selene ลายขาวน้ำตาล (Skin Care), ลายสีฟ้า (Bio DNA), ลายสีส้ม (Day Cream), ลายสีม่วง (Night Cream) จำนวน 16 ชุด 4. เครื่องสำอาง Selene บำรุงก่อนนอน ใบขออนุญาตเลขที่ สธ. 0805/456 จำนวน 964 ตลับ 5. เครื่องสำอาง Selene Plus Skin Care Herbal Facial Soap จำนวน 1,080 กล่อง 6. เครื่องสำอาง Selene ตลับสีส้ม จำนวน 445 ตลับ 7. เครื่องสำอาง Selene Seaweed Gold Night Cream ระบุ สธ 1099-13-5100285 จำนวน 555 กล่อง 8. เครื่องสำอาง Selene Night Cream ระบุ สธ 1099-13-5100285 จำนวน 1,900 กล่อง ซึ่งเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่เลขที่ใบรับแจ้งเครื่องสำอางควบคุม ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ดังกล่าวข้างต้นส่งตรวจวิเคราะห์สารห้ามใช้ในเครื่องสำอางที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ณ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำหรับมูลค่าของกลางที่ยึดได้จำนวน 13,097 ชิ้น ฉลากเปล่า จำนวน 3,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000,000 บาท นอกจากนี้ อย. ได้เก็บตัวอย่างทดสอบเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบปรอทแอมโมเนียให้ผลทดสอบเป็นผลบวกใน Selene plus day cream และ Selene seaweed gold night cream ในส่วนของการดำเนินคดี ในเบื้องต้นได้แจ้งข้อหา ดังนี้ 1. ฉลากแสดงข้อความที่อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ฝ่าฝืนมาตรา 56 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฝ่าฝืนมาตรา 57 ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. หากตรวจพบสารห้ามใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังกล่าว จะถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3. เป็นเครื่องสำอางที่มิได้แจ้งรายละเอียดเครื่องสำอางควบคุมก่อนผลิต ฝ่าฝืนมาตรา 28 วรรคหนึ่ง บทลงโทษ ตามมาตรา 55 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นพ.นรังสันต์ รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ขอให้ผู้บริโภคเมื่อจะซื้อเครื่องสำอางต้องระมัดระวัง โดยซื้อจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน มีฉลากภาษาไทยที่มีข้อความบังคับครบถ้วนได้แก่ ชื่อและประเภทผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบสำคัญ วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งแหล่งผลิต วันเดือนปีที่ผลิต ปริมาณสุทธิ http://e-cosmetic.fda.moph.go.th/data_center/ifm_mod/nw/Document_%286%29.pdf ที่สำคัญไม่ควรซื้อเพียงเพราะเชื่อคำโฆษณาว่าทำให้ผิวขาว ดูดี อีกทั้ง ไม่ควรซื้อเครื่องสำอางผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่หากมีความจำเป็นควรตรวจสอบข้อมูลอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเครื่องสำอางมักลักลอบใส่ส่วนผสมของสารประกอบของปรอททำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลงเกิดพิษสะสมของปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผสมไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย และผลิตภัณฑ์ ที่ผสมกรดเรทิโนอิก (กรดวิตามินเอ) ทำให้หน้าแดง แสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกอย่างรุนแรง และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ นอกจากนี้ อย. ได้มีการประสานไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดแจ้งเตือนประชาชนในจังหวัดให้ทราบถึงเครื่องสำอางที่ผสมสารห้ามใช้ที่เป็นอันตราย โดยนำเอกสารแผ่นพับเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รายชื่อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทาสิว ทาฝ้า ทำให้หน้าขาว ที่มีส่วนผสมของสารห้ามใช้และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่ อย. จัดทำขึ้น แจ้งประชาชนให้ทราบโดยทั่วถึงกันด้วย สำหรับรายชื่อเครื่องสำอางที่พบสารห้ามใช้ที่ อย.เคยประกาศไปทั้งหมด ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อ พร้อมดูภาพได้ที่เว็บไซด์ อย. http://e-cosmetic.fda.moph.go.th/frontend/theme_4/dangerous.php?Submit=Clear&Page=&ID_Lookup=0000000001 พร้อมกันนี้ขอฝากไปยังผู้ผลิต/นำเข้า/รับจ้างผลิต ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากยังไม่ได้จดแจ้งรายละเอียด สามารถยื่นคำขอ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต http://ecosmetic.fda.moph.go.th/frontend/theme_4/information_category.php?Submit=Clear&ID_Inf_Nw_Category=16 สำหรับผู้บริโภค หากพบเห็นหรือสงสัยการลักลอบผลิตเครื่องสำอางดังกล่าว หรือเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมาย หรือกรณีที่ใช้เครื่องสำอางแล้วมีบริเวณที่ใช้ผิดปกติ ให้พบแพทย์ หรือ แจ้งร้องเรียนมาที่สายด่วน อย. 1556 หรือแจ้งไปยังสำนักงาน-สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นั้น ๆ ที่พบการกระทำผิดดังกล่าว เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 10 กุมภาพันธ์ 2555
หมวดหมู่: สาธารณสุข

หน้า

calendar

 
 
1
 
2
 
3
 
4
 
5
 
6
 
7
 
8
 
9
 
10
 
11
 
12
 
13
 
14
 
15
 
16
 
17
 
18
 
19
 
20
 
21
 
22
 
23
 
24
 
25
 
26
 
27
 
28
 
29