วันนี้ (21 กุมภาพันธ์ 2555) ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ ปาร์ค กทม. นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปีประเทศเครือข่ายนวัตกรรมการสาธารณสุขมูลฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีพิน (SEAPIN : South-East Asia Primary Health Care Innovations Network) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรก สนับสนุนโดยองค์การอนามัยโลก เพื่อให้ประเทศสมาชิกร่วมพิจารณาร่างธรรมนูญและร่างปฏิญญากำหนดทิศทางการพัฒนางานด้านสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อร่วมผลักดันให้เป็นนโยบายของแต่ละประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมี 8 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ เนปาล ภูฏาน ไต้หวัน อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย และไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้นำเสนอนวัตกรรมด้านสาธารณสุขมูลฐานของแต่ละประเทศด้วย
นายแพทย์วิชัยกล่าวว่า ประเทศไทยได้นำการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งเป็นงานที่ใช้อาสาสมัครภาคประชาชนหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม. เข้ามามีส่วนในการพัฒนาสุขภาพของประชาชนตั้งแต่ พ.ศ. 2521 รวมกว่า 30 ปี ขณะนี้ประสบผลสำเร็จ โดยไทยมีอสม.มากที่สุดในโลกประมาณ 1 ล้านคน โดยในอดีตจะเน้นการจัดบริการสุขภาพให้ประชาชนในหมู่บ้านเข้าถึงบริการได้ง่าย และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นเน้นการพัฒนาศักยภาพของประชาชนเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองในรูปของกลุ่มเครือข่ายให้เกิดความยั่งยืน ตั้งแต่พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา ขณะนี้ในแต่ละหมู่บ้านมียุทธศาสตร์พัฒนาสุขภาพชัดเจน ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือเซียโร่ (SEARO) สนับสนุนให้ไทยเป็นเลขาธิการของเครือข่ายนวัตกรรมการสาธารณสุขมูลฐานในภูมิภาคที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้น ซึ่งงานสาธารณสุขมูลฐานนี้จะนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาของสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ (Millennium Development Goals) ในปี 2558ที่เร็วขึ้น นายแพทย์วิชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังส่งเสริมให้นำภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรมาใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งขณะนี้ใช้ในระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและโรงพยาบาลชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย เป็นที่พึ่งสุขภาพของชาวบ้านที่ใกล้ตัว เช่นใช้สมุนไพรขมิ้นชันแก้ท้องอืด ฟ้าทะลายโจรแก้ไข้ การนวดบรรเทาปวดเมื่อย สามารถเป็นต้นแบบการพัฒนางานสาธารณสุขมูลฐานแก่ประเทศสมาชิกได้ เนื่องจากในแต่ละประเทศสมาชิกมีการแพทย์พื้นบ้านอยู่แล้ว ด้านนายแพทย์ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานวัตกรรมการสาธารณสุขมูลฐานฯและเลขาธิการเครือข่ายนวัตกรรมการสาธารณสุขมูลฐานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้สนับสนุนให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดตั้งเครือข่ายนวัตกรรมการสาธารณสุขมูลฐานภูมิภาคขึ้น โดยมอบให้ประเทศไทยเป็นเลขาธิการเครือข่ายฯ มีวาระ 3 ปี มีทีมที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลก 1 ชุด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงานในภูมิภาค จัดทำร่างปฏิญญาและธรรมนูญเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในแต่ละประเทศได้ นอกจากนี้ยังได้จัดทำระบบข้อมูล เว็บไซต์ และแผนการดำเนินงาน 3ปีเพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งจะต้องจัดประชุมเครือข่ายและรายงานผลการดำเนินงานทุกปี ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งด้านงานสาธารณสุขมูลฐานของภูมิภาคแล้ว ได้เชิญกว่า 10 องค์กรของไทย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สปสช. สวรส. มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นต้น ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อจัดตั้งเครือข่ายนวัตกรรมสาธารณสุขมูลฐานของไทยไปพร้อมกันด้ว ********************************* 21 กุมภาพันธ์ 2555รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมราชการที่จังหวัดเลย ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ติดตามนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้เป็นคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจของผู้ป่วยเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในโอกาสประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดอุดรธานีในวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555
นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดอุดรธานี วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 นี้ ตนพร้อมด้วยนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะตรวจเยี่ยมราชการ เพื่อติดตามความคืบหน้านโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่จังหวัดเลย ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด นายวิทยากล่าวต่อว่า นโยบายรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการพัฒนาโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายุคใหม่ในปี 2555 นี้ มีเป้าหมายจะให้ทุกจังหวัด พัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือรพ.สต. ให้เป็นคลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ เพื่อติดตามผลการรักษาผู้ป่วย 2 โรค คือเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่คนไทยป่วยกันมาก ประมาณ 1 ล้านกว่าคน โรคนี้เมื่อป่วยแล้วรักษาไม่หายขาด ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาล กินยาควบคุมอาการตลอดชีวิต ที่ผ่านมาผู้ป่วยเหล่านี้ต้องเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อติดตามประเมินผลการรักษา แต่จากนี้ไปผู้ป่วยจะไม่ต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาลใหญ่ สามารถตรวจรักษาและรับยาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่อยู่ใกล้บ้านได้เลย ประชาชนจะได้รับความสะดวกขึ้น และรับยาที่มีมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลที่เคยไปรับบริการ ประเด็นที่ 2 คือการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุข ให้แก้ไขปัญหาสุขภาพของชุมชน ทั้งเรื่องการป้องกันการแพร่ระบาดยาเสพติดในหมูบ้าน และนำผู้เสพยาเข้ารับการบำบัดให้ได้ 400,000 คน ตามเป้าหมายของรัฐบาล การรื้อฟื้นการออกกำลังกาย การกินอาหารที่เป็นเมนูสุขภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ป่วย และไม่ต้องกินยา******************************** 21 กุมภาพันธ์ 2555
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งกรมควบคุมโรคส่งหน้ากากอนามัย 50,000 ชิ้น ให้ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเพื่อให้ประชาชนใส่ป้องกันการสูดละอองควันไฟเข้าปอด สั่งการหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาให้การดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด เผยเบื้องต้นพบผู้เจ็บป่วย 3 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ โรคตา เพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 5,000 ราย
วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2555) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาจากฝุ่นละอองควันไฟเกินค่ามาตรฐานในภาคเหนือตอนบนว่า ในวันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งหน้ากากอนามัยจำนวน 50,000 ชิ้น ไปให้ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนใส่ป้องกันการสูดฝุ่นละอองควันไฟเข้าปอด ได้แก่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน และพะเยา โดยได้ให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง ให้การดูแลรักษาผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างเต็มที่ และมอบหมายให้นายแพทย์จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่เพื่อติดตามประเมินปัญหาและวางแผนดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ นายวิทยากล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นได้รับรายงานผลการเฝ้าระวังผู้เจ็บป่วยจากปัญหาฝุ่นละอองควันไฟ จากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ในโรงพยาบาล 61 แห่งใน 8 จังหวัดภาคเหนือดังกล่าว ในช่วงวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2555 พบว่า มีประชาชนกลุ่มเสี่ยงเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น 3 กลุ่มโรค รวม 5,054 ราย เมื่อเทียบช่วงปกติวันที่ 1 มกราคม 2555 ที่ไม่มีปัญหาฝุ่นละอองควันไฟ ได้แก่ 1. โรคหัวใจและหลอดเลือด พบป่วย 16,376 ราย เพิ่มจากช่วงปกติร้อยละ 23 หรือจำนวน 3,098 ราย 2. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่นอาการแสบคอ น้ำมูกไหล จำนวน 21,319 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติ 1,477 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 และ3.กลุ่มโรคตาอักเสบ เช่นระคายเคืองตา แสบตา พบผู้ป่วย 1,490 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 479 ราย คิดเป็นร้อยละ 47 ส่วนโรคอื่นๆเช่นโรคผิวหนัง พบว่ายังไม่มีผลกระทบ มีจำนวนผู้ป่วย 1,393 ราย ลดลงจากช่วงปกติที่มี 1,827 ราย อย่างไรก็ดี ข้อมูลการเจ็บป่วยที่กล่าวมา ผู้เชี่ยวชาญกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่สามารถสรุปหรือยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยทั้งหมดเกิดจากปัญหาฝุ่นละอองควันไฟ เนื่องจากปัญหาปัญหาละอองควันไฟ เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดโรค 4 กลุ่มโรคดังกล่าว แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมาก ที่ทำให้เกิดโรค โดยกระทรวงสาธารณสุขจะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม จากกรมควบคุมโรค ลงศึกษาปัญหาในพื้นที่ที่สถานพยาบาลต่างๆ เพื่อศึกษาข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพทั้งหมด เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังและวางแผนป้องกันได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ในช่วงที่มีปัญหาหมอกควัน กระทรวงสาธารณสุขมีข้อแนะนำประชาชนดังนี้ 1.ไม่ควรเผาขยะ หรือวัสดุใดๆ รวมถึงการสูบบุหรี่ที่จะเป็นการเพิ่มปัญหาควันมากขึ้น 2.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากในบริเวณกลางแจ้ง 3.ในกรณีที่ขับขี่ยานพาหนะในช่วงที่มีหมอกควัน ควรเปิดไฟหน้ารถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ 4.กรณีที่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่ที่มีหมอกควันหรือฝุ่นละออง ควรใช้หน้ากากอนามัยปิดปากปิดจมูกและ 5.ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้แก่ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังเช่นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคภูมิแพ้ โรคปอด โรคหอบหืด ควรเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอ และหากมีอาการผิดปกติ เช่นหายใจลำบาก แน่นหน้าอก แสบตา ควรพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน ****************** 19 กุมภาพันธ์ 2555จากกรณีที่ ว่าที่ร.ต.สมาน มะแซ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ถนน อำเภอบายอ จังหวัดปัตตานี ถูกยิงเสียชีวิตที่บ้านพักซึ่งอยู่ในตำบลกระเสาะ อำเภอบายอ จังหวัดปัตตานี เหตุเกิดประมาณ 19.00น.ของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าววันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2555) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวว่าที่ร.ต.สมาน มะแซ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้สูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ขยันทำงานและอุทิศตนให้กับสังคม ไปอีกคนหนึ่ง ได้สั่งการกำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี ดูแลให้การช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อหาสาเหตุและดำเนินคดีอย่างเร็วที่สุด นายวิทยา กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้ นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต และสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยในเบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุขและผู้บริหารระดับสูงได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแล้วส่วนหนึ่ง ทางด้านนาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่มีความเข้มแข็ง มีความขยัน เสียสละในการทำงาน มีบุตร 2 คน โดยที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถนน ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 5 คน โรงพยาบาลดังกล่าวจะให้บริการดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องและเต็มที่ สำหรับการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น จะมอบเงินจากกองทุนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ประสบเหตุและเสียชีวิต ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเงิน 150,000-200,000 บาท และกำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคนระมัดระวังตัวเอง พร้อมทั้งประสานขอความร่วมมือผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ช่วยดูแลความปลอดภัยของสถานบริการสาธารณสุขทุกแห่งเพื่อขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้การดูแลรักษาประชาชนในพื้นที่ที่เจ็บป่วยได้อย่างมั่นใจ *********** 19 กุมภาพันธ์ 2555รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมหารือหน่วยงาน เพื่อแก้กฎหมายให้สามารถจำหน่ายเนื้อปลาปักเป้าได้ เนื่องจากขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถผลิตชุดทดสอบพิษปลาชนิดนี้ได้แล้ว และพิษของปลาปักเป้าจะออกมาในบางฤดูกาล เผยหากปลาชนิดนี้จำหน่ายได้ จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยขณะนี้มีปลาปักเป้าติดอวนชาวประมงวันละ 100-150 ตัน
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2555) นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 จังหวัดสมุทรสงคราม
นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมในวันนี้ ได้รับทราบจากรายงานว่าพี่น้องชาวประมงในละแวกจังหวัดสมุทรสงครามได้ปลาปักเป้าที่ติดมากับอวนวันละ 100-150 ตัน ซึ่งถือว่ามีปริมาณมาก หากตีมูลค่าออกมากิโลกรัมละประมาณ 70 บาทถึง 300 บาท จะได้มูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ขณะนี้ได้รับทราบว่า ยังมีปัญหาในเรื่องของข้อห้ามกฎหมาย ไม่สามารถจำหน่ายเนื้อปลาปักเป้าได้ และถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทั้งที่ปลาปักเป้านั้นจะมีพิษออกมาบางช่วงฤดูกาล และประการสำคัญขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พัฒนาเครื่องมือในการตรวจหาสารพิษในปลาปักเป้าเป็นผลสำเร็จแล้ว เป็นชุดทดสอบภาคสนาม ขั้นตอนการตรวจไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที ก็ทราบผล
“เพราะฉะนั้นในเรื่องดังกล่าวนี้ ผมในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะนำปัญหานี้ไปปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อกฎหมาย เพื่อที่จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ปลาปักเป้าที่ติดมากับอวนของชาวประมงในจังหวัดสมุทรสงครามและใกล้เคียง รวมถึงประเทศได้” นายแพทย์สุรวิทย์กล่าว
นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังพร้อมให้ความร่วมมือกับพื้นที่ในการขยายแพปลาในจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อดูแลความปลอดภัยของอาหารทะเลต่างๆ โดยได้มอบหมายให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 จังหวัดสมุทรสงราม ให้การสนับสนุนทางเรื่องเทคนิค วิชาการอย่างเต็มที่
******************************************* 17 กุมภาพันธ์ 2555
วันนี้(17 กุมภาพันธ์ 2555)นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาละอองหมอกควันไปจากการเผาป่าในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ซึ่งขณะนี้มีค่าปริมาณละอองควันไฟสูงเกินค่ามาตรฐานว่า ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 8 จังหวัดในภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และน่าน เฝ้าระวังผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคที่เกิดจากปัญหาหมอกควันไฟป่า ได้แก่ 1.กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด 2.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจทุกชนิด 3.กลุ่มโรคตาอักเสบ 4.กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ ที่มารับการรักษาในสถานพยาบาลแต่ละจังหวัดทุกสัปดาห์ เพื่อประเมินความรุนแรง รวมทั้งให้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง จัดเวชภัณฑ์ดูแลผู้เจ็บป่วยจากปัญหาหมอกควันตลอด 24 ชั่วโมง และให้ติดตามข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเฝ้าระวังฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เพื่อวางแผนการป้องกันได้อย่างทันท่วงที
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากควันไฟ สูงกว่าคนทั่วไป มี 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเด็ก 2.หญิงตั้งครรภ์ 3.ผู้สูงอายุ 4.ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด 5.ผู้ป่วยโรคถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง 6.ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และ7.ผู้ป่วยโรคหัวใจ กลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมาจัดเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการสูดละอองของควันไฟ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการสูดละอองของควันไฟเข้าปอด หากมีอาการผิดปกติ เช่นแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม แสบตา ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งนี้ในการที่จะให้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยซับกรองฝุ่นละอองได้มากขึ้น อาจใช้วิธีพรมน้ำให้หมาดๆ และหากผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยที่ใช้สวมใส่เริ่มสกปรก หรือรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก ควรเปลี่ยนใช้ผืนใหม่ เนื่องจากอาจมีเขม่าควันเกาะติดอยู่เป็นจำนวนมาก
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงที่มีหมอกควันครอบคลุมพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหมอกควัน หรือลดพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการได้รับควันมากขึ้น เช่น งดการสูบบุหรี่ หรืออิริยาบถที่มีการเคลื่อนไหวมาก เป็นต้น รวมทั้งติดตามข่าวสารเตือนภัยจากรัฐบาลทางสื่อมวลชน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการดูแลป้องกันตนเองและบุคคลในครอบครัว
******************************************* 17 กุมภาพันธ์ 2555
วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2555)นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาละอองหมอกควันไปจากการเผาป่าในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ ซึ่งขณะนี้มีค่าปริมาณละอองควันไฟสูงเกินค่ามาตรฐานว่า ได้กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 8 จังหวัดในภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และน่าน เฝ้าระวังผู้ป่วย 4 กลุ่มโรคที่เกิดจากปัญหาหมอกควันไฟป่า ได้แก่ 1.กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด 2.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจทุกชนิด 3.กลุ่มโรคตาอักเสบ 4.กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ ที่มารับการรักษาในสถานพยาบาลแต่ละจังหวัดทุกสัปดาห์ เพื่อประเมินความรุนแรง รวมทั้งให้สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง จัดเวชภัณฑ์ดูแลผู้เจ็บป่วยจากปัญหาหมอกควันตลอด 24 ชั่วโมง และให้ติดตามข้อมูลตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเฝ้าระวังฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เพื่อวางแผนการป้องกันได้อย่างทันท่วงที
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า กลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากควันไฟ สูงกว่าคนทั่วไป มี 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มเด็ก 2.หญิงตั้งครรภ์ 3.ผู้สูงอายุ 4.ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบหืด 5.ผู้ป่วยโรคถุงลมปอดอุดกั้นเรื้อรัง 6.ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และ7.ผู้ป่วยโรคหัวใจ กลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมาจัดเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการสูดละอองของควันไฟ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการสูดละอองของควันไฟเข้าปอด หากมีอาการผิดปกติ เช่นแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม แสบตา ขอให้รีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งนี้ในการที่จะให้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยซับกรองฝุ่นละอองได้มากขึ้น อาจใช้วิธีพรมน้ำให้หมาดๆ และหากผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยที่ใช้สวมใส่เริ่มสกปรก หรือรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก ควรเปลี่ยนใช้ผืนใหม่ เนื่องจากอาจมีเขม่าควันเกาะติดอยู่เป็นจำนวนมาก
นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงที่มีหมอกควันครอบคลุมพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหมอกควัน หรือลดพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการได้รับควันมากขึ้น เช่น งดการสูบบุหรี่ หรืออิริยาบถที่มีการเคลื่อนไหวมาก เป็นต้น รวมทั้งติดตามข่าวสารเตือนภัยจากรัฐบาลทางสื่อมวลชน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการดูแลป้องกันตนเองและบุคคลในครอบครัว ******************************************* 17 กุมภาพันธ์ 2555วันนี้(17 กุมภาพันธ์ 2555) ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์กรมหาชน) จ.สมุทรสาคร นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการร่วมกับภาครัฐ เป็นเวลาประมาณ 11 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2543 รวม ตามพระราชบัญญัติองค์กรมหาชน พ.ศ.2542 โดยอยู่ในกำกับของดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารรณสุข
นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นโรงพยาบาลที่เป็นองค์การมหาชนแห่งแรกในประเทศ และสามารถดำเนินการบริหารจัดการได้อย่างดีเยี่ยม โดยมีพัฒนาการตั้งแต่โรงพยาบาล 10 เตียง จนเป็นโรงพยาบาลขนาด 300 เตียงในปัจจุบัน และขยายเครือข่ายบริการทั้งในอำเภอบ้านแพ้ว และจังหวัดอื่น เช่นที่กทม. จ.นนทบุรี รวม 6 สาขา ถือเป็นตัวอย่างที่ดี และจะพยายามผลักดันโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแห่งอื่น ที่มีความพร้อม เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลองค์กรมหาชนเพิ่มขึ้นอีก หรือนำตัวอย่างของโรงพยาบาลบ้านแพ้วไปบริหารจัดการ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มาก ได้รับบริการที่มีคุณภาพและตรงกับสภาพปัญหาความต้องการของประชาชน โดยจะให้ศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์กรมหาชน) เป็นตัวอย่าง นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารโรงพยาบาลบ้านแพ้วฯ วางทิศทางพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายต้องการเพิ่มคุณภาพการดูแลรักษา การป้องกันโรคแก่ประชาชน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมจ่ายในอนาคต เนื่องจากขณะนี้การให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลภาครัฐหลายแห่งยัง มีปัญหาล่าช้า ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการทวงถามสิทธิต่างๆของผู้ป่วยจากญาติ หรือตัวผู้ป่วยเอง เช่นถามสิทธิการเป็นข้าราชการหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการล่าช้า ซึ่งรัฐบาลจะประกาศให้ชัดเจน ต่อไปจะไม่มีการสอบถามสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉิน และได้รับบริการดูแลรักษาอย่างดีที่สุดและปลอดภัยในชีวิตสูงสุด ************** 17 กุมภาพันธ์ 2555Normal 0 false false false MicrosoftInternetExplorer4 /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:"Times New Roman"; mso-bidi-font-family:"Times New Roman"; mso-ansi-language:#0400; mso-fareast-language:#0400; mso-bidi-language:#0400;}
กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มหลักสูตรอบรม อสม. อีก 1 หลักสูตร คือ การจัดการสุขภาพในภาวะวิกฤต พร้อมดูแลประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน เช่นน้ำท่วม ได้อย่างทันท่วงทีและปลอดภัย มีแผนช่วยเหลืออย่างชัดเจน ทั้งในช่วงก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย จนถึงระยะฟื้นฟู
เช้าวันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2555) นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดอบรมฟื้นฟูศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุข ปี 2555 ของอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1,627 คน ที่ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ให้พร้อมรับมือภัยพิบัติฉุกเฉิน
นายวิทยากล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาความรู้และความสามารถ อสม.ทุกคน ให้สามารถประเมินปัญหาสุขภาพในชุมชน วางแผน และหาวิธีจัดการปัญหาร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประสานขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน เข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาสุขภาพในชุมชน เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในชุมชน เช่น ภาวะน้ำท่วม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี
นายวิทยากล่าวต่อว่า ในช่วงที่ประเทศไทยประสบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 พบว่า อสม.ทั่วประเทศที่มีประมาณ 1 ล้านคน ได้ให้การดูแลช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เช่นจัดส่งยาชุดสามัญประจำบ้าน การดูแลอาหารปลอดภัย การดูแลการเจ็บป่วยในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ประชาชนได้รับการดูแลและช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีความประทับใจบทบาทของอสม.เป็นอันมาก
ในปี 2555 นี้ ได้ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มหลักสูตรอบรม อสม. อีก 1 หลักสูตร จากเดิมที่มีจำนวน 10 หลักสูตร คือหลักสูตร “การจัดการสุขภาพในภาวะวิกฤต” เพื่อให้ อสม.มีบทบาทและมีแผนการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยอย่างชัดเจน โดยใช้กรณีน้ำท่วมเป็นกรณีตัวอย่าง ซึ่งเนื้อหาของหลักสูตรจะเน้นหนัก 3 ช่วง คือ 1.ช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติ ให้วางแผนเตรียมป้องกันภัยในชุมชน เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงของชุมชน จัดทำฐานข้อมูลเตรียมรับภัยพิบัติ เตรียมเครื่องมือสื่อสาร การประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน การวางแผนการเคลื่อนย้ายประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่นคนพิการ คนตาบอด ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรังที่นอนรักษาที่บ้าน การส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล
2.การวางแผนจัดการช่วงเกิดภัยพิบัติ เช่น การชี้เป้ากลุ่มที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ การเฝ้าระวังด้านสุขภาพอนามัย โรคติดต่อ การจัดการอาหารและน้ำ การออกเยี่ยมบ้าน การปฐมพยาบาล การให้คำแนะนำโรคที่มากับน้ำท่วม และ 3.การวางแผนจัดการช่วงฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ เช่น แนะนำด้านสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม ความสะอาดห้องสุขา บ่อน้ำ การป้องกันโรคหลังภัยพิบัติ รวมทั้งเยียวยาด้านจิตใจ ครอบครัวที่สูญเสียชีวิตหรือทรัพย์สินด้วย
นอกจากนี้ ได้สนับสนุนกระเป๋าปฐมพยาบาลให้ อสม. เป็นเป้สะพายหลัง ซึ่งบรรจุวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงานของอสม.ในชุมชน เช่น ปรอทวัดไข้ ชุดทำแผล ถุงมือยาง สายยางห้ามเลือด ยาแก้ปวด ลดไข้ ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก แอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผล น้ำยาโพวิดีใส่แผลสด เป็นต้น เพื่อให้ อสม.สามารถดูแลช่วยเหลือประชาชนได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
************************************** 17 กุมภาพันธ์ 2555
กระทรวงสาธารณสุข เปิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยปีนี้ 10 แห่ง บริการตรวจรักษาทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยบูรณาการการให้บริการสอดคล้องกับการแพทย์แผนปัจจุบัน พร้อมตั้งคณะกรรมการกำหนดค่ารักษาพยาบาลการแพทย์แผนไทยสำหรับผู้ป่วยในเพื่อเป็นค่ามาตรฐานกลางใช้ในการเบิกจ่ายซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศ คาดจะประกาศใช้ในปีนี้ และยังขยายความร่วมมือกับ 3 มหาวิทยาลัยในเชียงราย สงขลา และสกลนคร จัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยเพื่อขยายบริการทางเลือกสู่ประชาชนในวงกว้าง
วันนี้ (17กุมภาพันธ์2555)ที่กระทรวงสาธารณสุขนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย ระหว่างนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กับ รศ.ผดุงยศ ดวงมาลา รองอธิการบดีฝ่ายศิษย์เก่าและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาสงขลานครินทร์ รศ.ดร.วินิจ โชติสว่าง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.สกลนคร และผศ.ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ความร่วมมือครั้งนี้ จะมีการร่วมกันพัฒนาบริการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยโดยบูรณาการบริการให้สอดรับกับการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเหมาะสม โดยมีการศึกษาวิจัยประสิทธิผล คุณภาพความปลอดภัยของการแพทย์แผนไทยทั้งเรื่องการรักษาโรค อาการเจ็บป่วยต่างๆ ยาสมุนไพร การผดุงครรภ์ และการนวดไทย การพัฒนาบุคลากรและกรอบอัตรากำลังการแพทย์แผนไทยที่เหมาะสมในสถานพยาบาลทุกระดับ และพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษา ฝึกปฏิบัติงานของนักเรียน นักศึกษาด้านการแพทย์แผนไทยและสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นายวิทยากล่าวว่า ในปี 2555 นี้ กระทรวงสาธารณสุขมีเป้าหมายพัฒนาการแพทย์แผนไทย 3 เรื่องหลักได้แก่ 1.ให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งมีบริการการแพทย์แผนไทยครอบคลุมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2.เปิดโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยจำนวน 10 แห่ง ให้บริการตรวจรักษาทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และในชุมชนด้วยแพทย์แผนไทย รักษาด้วยยาแผนไทย ทั้งยาเดี่ยวและยาตำรับ เป็นทางเลือกประชาชนอย่างครบสูตร ผสมผสานกับแผนปัจจุบัน ประกอบด้วยโรงพยาบาลศูนย์ 2 แห่ง ได้แก่ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ร.พ.พระปกเกล้าจันทบุรี จ.จันทบุรี โรงพยาบาลชุมชน 7 แห่ง ได้แก่ ร.พ.สมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ร.พ.เทิง จ.เชียงราย ร.พ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ร.พ.วังน้ำเย็น ร.พ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ร.พ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ร.พ.ท่าโรงช้าง จ.สุราษฎร์ธานี และที่กทม. 1 แห่งคือโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ที่ยศเส และ3.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาแนวทางการเบิกค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยใน สำหรับโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย 1 ชุด มีอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯเป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางเบิกค่ารักษาพยาบาลโรคต่างๆด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยจะศึกษาในโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย 13 แห่งซึ่งรวมของมหาวิทยาลัย 3 แห่งด้วย ถือเป็นการปูทางครั้งแรกของประเทศ เนื่องจากยังไม่เคยมีการกำหนดมาก่อน คาดว่าจะประกาศใช้ทันในปีนี้ ทางด้านนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยทั้ง 10 แห่งนี้ จะบูรณาการบริการตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนไทยให้สอดรับกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น เอ็กซเรย์ ตรวจเลือด การส่งต่อผู้ป่วย โดยมีแพทย์แผนไทยและบุคลากรที่เกี่ยวข้องดำเนินการ มีบริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ใช้ยาแผนไทยทั้งยาเดี่ยวและสูตรตำรับที่มีส่วนผสมสมุนไพรหลายตัว ที่มีทั้งนอกและในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ รักษาผู้ป่วยได้หลายระบบ เช่น โรคสะเก็ดเงิน เบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคที่เกี่ยวกับโลหิตสตรี โรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อและโครงสร้าง เป็นต้น และรักษาได้ทุกสิทธิสวัสดิการทั้งรักษาด้วยยา และการนวด การอบ การประคบสมุนไพร *******17 กุมภาพันธ์ 2555กระทรวงสาธารณสุขเผยความคืบหน้าการจับกุม ปราบปราม ตรวจสอบร้านขายยา เพื่อสกัดการลักลอบขายสูตรที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนผสม ป้องกันนำไปผลิตยาเสพติด ผลการตรวจสอบใน 43 จังหวัดจำนวน 587 ร้าน พบมี 40 ร้านทำผิดกฎหมาย ยังมียาสูตรซูโดอีเฟดรีนไว้จำหน่ายในร้าน ซึ่งขณะนี้ไม่อนุญาตแล้ว โดยอยู่ในต่างจังหวัด 33 ร้าน ให้ดำเนินคดีเอาผิดให้ถึงที่สุด มีโทษปรับสูงสุด
นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานคณะทำงานป้องกัน ปราบปราม ฟื้นฟู และเยียวยาด้านยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงผลการจับกุม ปราบปราม ตรวจสอบร้านขายยาและผู้กระทำผิดกฎหมาย ว่า จากการที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด โดยยึดหลักผู้เสพคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดรักษาให้กลับมาเป็นคนดีของสังคม พร้อมทั้งมีกลไกติดตามช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยชักชวน จูงใจผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดสมัครใจเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูในปี 2555ไม่น้อยกว่า 400,000คน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีมาตรการป้องกันและควบคุมยาเสพติด 4 มาตรการ ทั้งมาตรการกำกับและควบคุมสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ โดยเฉพาะยาที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนประกอบอย่างเข้มงวดและทันสถานการณ์ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เร่งดำเนินการตรวจสอบร้านขายยาทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมาย สนองนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลให้บรรลุผลเร็วที่สุด นายพสิษฐ์กล่าวต่อว่า ได้รับรายงานผลการดำเนินงานดังนี้ 1.ระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2555 – 9 กุมภาพันธ์ 2555 ได้ตรวจสอบร้านขายยาจำนวน 587 ร้าน รวม 43 จังหวัด ประกอบด้วยร้านที่อยู่ในภูมิภาค 42 จังหวัด จำนวน 429 ร้าน และกรุงเทพมหานคร จำนวน 158 ร้าน พบร้านขายยาที่ทำผิดทั้งหมด 40 ร้าน โดยอยู่ในต่างจังหวัด 33 ร้าน และในกรุงเทพมหานคร 7 ร้าน ที่ยังมียาสูตรซูโดอีเฟดรีนไว้จำหน่ายในร้าน ซึ่งขณะนี้ไม่อนุญาตแล้ว นอกจากนี้ยังพบกระทำผิดตามกฎหมายยา พ.ศ. 2522 อีก 3 รายการ ได้แก่ 1.ไม่มีการจัดทำบัญชีซื้อ - ขายยา 2.ขายยาควบคุมพิเศษโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ และ3.เภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการไม่ควบคุมการขายยา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะเอาผิดให้ถึงที่สุด 2.ได้ตรวจสอบสถานที่ที่มีวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อผลิต และสถานที่ผลิตยาสูตรซูโดอีเฟดรีนแผนปัจจุบัน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 - 9 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 37 ราย ไม่พบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย นายพสิษฐ์ กล่าว ด้านนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคระกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า สำหรับความผิดกรณีไม่มีการจัดทำบัญชีซื้อ - ขายยา ขายยาควบคุมพิเศษโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ และเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการไม่ควบคุมการขายยา มีโทษปรับผู้รับอนุญาต 3,000 – 10,000 บาท และปรับผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนร้านขายยาที่จำหน่ายยาสูตรซูโดอีเฟดรีนมีโทษปรับ 2,000 – 10,000 บาท โดยกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป*************************** 16 กุมภาพันธ์ 2555
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นไปตามเป้าหมาย ในภาพรวมสูงร้อยละ 82 โดยพอใจบุคลากรที่ให้บริการ สูงที่สุด เร่งวางแผนพัฒนาบริการประชาชนต่อในรูปเครือข่ายบริการ จะให้เห็นผลภายในปี 2558
วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2555) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการ และสาธารณสุขนิเทศก์ ว่า ในปีงบประมาณ 2554 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประเมินผลความพึงพอใจของผู้รับบริการ โดยให้สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่รับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกและแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ พบว่า ผู้มารับบริการมีความพึงพอใจคุณภาพการให้บริการในภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 82 ประเด็นที่มีความพึงพอใจสูงสุดคือเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ให้บริการร้อยละ 84 รองลงมาได้แก่ คุณภาพการให้บริการร้อยละ 83 สิ่งอำนวยความสะดวกร้อยละ 82 และพอใจกระบวนการ ขั้นตอนการให้บริการร้อยละ 80 โดยประชาชนเชื่อมั่นในคุณภาพการให้บริการอยู่ที่ร้อยละ 82 นับเป็นเรื่องที่สร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรเป็นอันมากในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ให้บริการรายใหญ่ที่สุด สัดส่วนประมาณร้อยละ 70 ของการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ผู้รับบริการได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงบริการให้ดียิ่งขึ้น 3 อันดับแรก ได้แก่ ควรเพิ่มเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ จัดที่จอดรถให้เพียงพอกับจำนวนผู้รับบริการ และระยะเวลาการให้บริการควรเป็นไปตามที่กำหนด นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการอยู่ที่ระดับสูงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มาโดยตลอด อย่างไรก็ดี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และสะดวกเพิ่มมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายพัฒนาระบบบริการในโรงพยาบาลทุกระดับตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จนถึงโรงพยาบาลศูนย์ให้เป็นโรงพยาบาลเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยวางแผนจัดบริการเป็นรูปแบบเครือข่าย 12 เครือข่าย แต่ละเครือข่ายครอบคลุม 4-8 จังหวัด ประชากร 5-6 ล้านคน แต่ละเครือข่ายจะมีโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายที่มีแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักครบ 6 สาขา และมีศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง 4 สาขา ได้แก่ มะเร็ง หัวใจ ทารกแรกเกิด และอุบัติเหตุ ภายในปี 2558 ประชาชนจะได้รับบริการใกล้บ้าน คุณภาพมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนี้ ได้เร่งผลิตบุคลากรในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน ดูแลเรื่องการบรรจุเป็นข้าราชการ และความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข และเตรียมกำลังคนไว้รองรับการพัฒนาระบบบริการตามที่ได้วางแผนไว้โดยในวันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2555) ได้มอบหมายให้นายแพทย์โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข หารือกับกพ. เพื่อขอตำแหน่งให้กับนักเรียนทุนที่จะจบใหม่ในเดือนเมษายน 2555 และขอตำแหน่งเพื่อบรรจุลูกจ้างอีก 30,000 คนที่ยังรอรับการบรรจุด้วย ******************************* 15 กุมภาพันธ์ 2555ชี้วัยรุ่นขณะนี้กว่าร้อยละ 40 เมินใช้ขณะมีเซ็กส์ พร้อมหนุนผู้ที่เคยมีเซ็กส์แล้ว เข้ารับบริการปรึกษาและตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี ฟรี ปีละ 2 ครั้ง
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2555)ณ เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กทม.นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดงานรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ เนื่องในวันวาเลนไทน์ ปี 2555 ปีนี้เน้นการรณรงค์“รักปลอดภัย ถุงยางอนามัย...เอาอยู่”เพื่อสร้างกระแสให้สังคมตื่นตัว และตระหนักว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ เป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อได้ หากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน โดยในงานนี้มีการแจกเอกสารความรู้ คำแนะนำการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ นายแพทย์วิชัย กล่าวว่า พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน ก่อให้เกิด 2 ปัญหาใหญ่ คือการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่อันตรายที่สุดคือเอดส์ ทุกคนมีโอกาสติดเชื้อเท่าๆ กัน และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นหญิง ซึ่งกำลังเป็นปัญหาทั่วโลกและส่งผลกระทบโดยรวมต่อสังคมเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของบุคคล โดยประเทศไทยเผชิญปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีมานานถึง 28 ปี สาเหตุหลักของการแพร่ระบาดเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ซึ่งไทยชะลอผู้ติดเชื้อรายใหม่ลงได้จากปีละนับแสนรายในช่วง 10 ปีก่อน เหลือปีละ 1 หมื่นกว่ารายในปี 2554 แต่สัญญาณอันตรายที่สามารถทำนายว่าเอดส์อาจหวนกลับมาระบาดหนักในประเทศไทยได้อีก เนื่องจากพบการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว โดยเฉพาะหนองใน ซึ่งยิ่งเพิ่มโอกาสติดเอดส์มากกว่าคนปกติ 2-9 เท่าตัว ผลสำรวจการใช้ถุงยางอนามัยนั้น จากการที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับองค์กรเอกชน ได้รณรงค์และสร้างทัศนคติการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มหญิงบริการอย่างต่อเนื่อง ได้ผลตอบรับอย่างดีในกลุ่มของหญิงบริการทางเพศ ซึ่งมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มหญิงบริการทางตรง เปิดเผยตัว มีอัตราการใช้สูงถึงร้อยละ 98 ส่วนกลุ่มหญิงบริการทางอ้อมที่ไม่เปิดเผยตัว มีอัตราการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเชื้อเอชไอวีสูงกว่าหญิงบริการที่เปิดเผยตัวถึง 5 เท่าตัว เนื่องจากเข้าไม่ถึงระบบบริการป้องกันดูแลรักษา และไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการป้องกันตนเองในกลุ่มของผู้ชายบริการทางเพศ ใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 76 กลุ่มชายรักชายใช้ร้อยละ 65 และกลุ่มฉีดสารเสพติดเข้าเส้นใช้เพียงร้อยละ 49 ทั้งนี้ในกลุ่มของนักเรียนมัธยมศึกษา พบอัตราการใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเพียงร้อยละ 53 นายแพทย์วิชัย กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดยุทธศาสตร์ต่อสู้ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ มุ่งสูเป้าหมายที่เป็นศูนย์ 3 ประการคือ 1.การไม่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ โดยในปี 2555 ประเทศไทยใช้งบประมาณ 67 ล้านบาท ผ่านกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนโลก เพื่อจัดซื้อถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นแจกฟรี เพื่อใช้ป้องกันโรค 2.ไม่มีการตายเนื่องจากเอดส์ และ 3.ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ และมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง ตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้ฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ปีละ 2 ครั้ง สำหรับเยาวชนนั้น กระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายได้จัดบริการที่เป็นมิตร ไว้ 282 แห่งใน 43 จังหวัด 2/ทางด้านนาย... -2- ทางด้านนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการคาดประมาณในช่วงปี 2555-2559จะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละประมาณ 10,000 ราย โดยจำนวนผู้ติดเชื้อฯรายใหม่ จะอยู่ในกลุ่มพนักงานบริการ ชายรักชาย ผู้ฉีดยาเสพติดเข้าเส้น และคู่เพศสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่รู้ หรือรู้ว่าตนเองติดเชื้อฯ จะมีมากถึงร้อยละ 94 ของจำนวนผู้ติดเชื้อฯ รายใหม่ทั้งหมดในประเทศไทย ในปี 2554คาดว่ามีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ประมาณ 1,148,117 ราย และยังคงมีชีวิตอยู่ 481,770 รายร้อยละ 84 ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เข้าถึงระบบบริการล่าช้า จากข้อมูลระบบติดตามของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพบว่า ร้อยละ 52 ของผู้รับบริการยาต้านไวรัส เป็นผู้ที่มีอาการของโรคแล้ว และมีระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดี 4 ในระดับต่ำ ซึ่งทำให้การรักษาได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นหากประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองพบว่าติดเชื้อก่อน ก็จะได้รับการดูแลรักษา มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตในสังคมไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป นายแพทย์พรเทพ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรค ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เร่งดำเนินมาตรการในการป้องกันในกลุ่มเยาวชนวัยรุ่น ส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนเรื่องเอดส์ เพศศึกษาที่รอบด้าน และสอนทักษะชีวิตทั้งในและนอกระบบการศึกษาทุกระดับ จัดระบบบริการที่เป็นมิตรแก่เยาวชน โดยบูรณาการบริการทั้งเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ อนามัยวัยรุ่น สุขภาวะทางเพศและเอดส์ ส่งเสริมการทำงานเอดส์ เพศภาวะ เพศวิถี อนามัยเจริญพันธุ์และอนามัยวัยรุ่นควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายเยาวชนมีการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายแกนนำเยาวชน ป้องกันเอดส์ในสถานศึกษา และส่งเสริมการเข้าถึงถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นซึ่งเมื่อเยาวชนใช้ถุงยางอนามัยกันมากขึ้น มั่นใจว่าปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอดส์ และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร จะลดลงแน่นอน สำหรับ การรณรงค์“รักปลอดภัย ถุงยางอนามัย...เอาอยู่”ในปีนี้ จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ ในส่วนกลางจัดที่ลานกิจกรรม เอ็มบีเค อเวนิว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ กิจกรรมประกอบด้วยขบวนเดินรณรงค์จากศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ไปยังสยามสแควร์ มีการจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอดส์ อนามัยการเจริญพันธุ์ และแอลกอฮอล์ รวมทั้งเกมส์ส่งเสริมความรู้ การแสดงก่อนบ่ายคลายเครียด และมินิคอนเสิร์ตโดยกลุ่มศิลปิน เนโกะ จั๊มพ์ และสินเจริญ บราเธอร์ส *************************************** 14 กุมภาพันธ์ 2555รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดแผนพัฒนาโครงการ 30 บาทรักษาโรคยุคใหม่ในปี 2555 เดินหน้า 4 เรื่องให้โดนใจประชาชน คือ มีหมอใกล้บ้านใกล้ใจ มียาดีมีคุณภาพใช้เพียงพอ ไม่ต้องรอรักษานาน และจัดการโรคเรื้อรัง โดยจะมีหมอดูแลสุขภาพทุกครอบครัวเต็ม 100 ภายใน 2 ปี ในปีนี้เริ่ม 12 ล้านครัวเรือนก่อน ผู้ป่วยนอกจะได้รับบริการภายใน 2.5 ชั่วโมง คนไข้โรคหัวใจรอคิวผ่าไม่เกิน 3 เดือน
วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2555) ที่หอประชุมสนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปาฐกถาพิเศษเรื่อง“ระบบหลักประกันสุขภาพตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ” ในเวทีประชุมของเครือข่ายศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน 8 จังหวัดภาคกลางกว่า 400 คน นายวิทยากล่าวว่า ในปี 2555 นี้ รัฐบาลมีเป้าหมายพัฒนาโครงการ 30บาทรักษาทุกโรคยุคใหม่ เพื่อให้โดนใจประชาชนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก ไม่มีการล้มโครงการอย่างแน่นอน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ใน 2 มาตรา คือมาตรา 51 ว่าด้วยสิทธิการรับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมมีมาตรฐาน ผู้ยากไร้ได้รับบริการจากสถานบริการสาธารณสุขขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งได้รับการป้องกันโรค ขจัดโรคติดต่ออันตราย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและทันเหตุการณ์ และมาตรา 80 (2) ว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน นำไปสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนของประชาชน นายวิทยากล่าวต่อว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคโฉมใหม่ในปี 2555 นี้ จะเน้น 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1. มีหมอใกล้บ้านใกล้ใจ 2.มียาดีใช้เพียงพอ 3.ไม่ต้องรอรักษานาน และ 4.จัดการโรคเรื้อรัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากได้จากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ตามเป้าหมายการพัฒนาครั้งนี้ ประชาชนจะมีหมอประจำครอบครัวดูแลสุขภาพถึงบ้าน ครบทุกครัวเรือนทั่วประเทศที่มีประมาณ 20 ล้านครัวเรือนภายในปี 2557 ปีแรกนี้จะดำเนินการให้ได้ร้อยละ 60 หรือประมาณ 12 ล้านครัวเรือน ผู้ป่วยเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องตรวจสุขภาพและกินยาต่อเนื่อง จะได้รับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ใกล้บ้าน ประชาชนจะได้รับยาดี คือยาที่รักษาแล้วหายจากโรค ทั้งยารักษาโรคทั่วไปและยาที่มีราคาสูงทุกสิทธิไม่แตกต่างกัน และเพิ่มทางเลือกในการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกมากขึ้น โดยจะมีรณรงค์การใช้ยาของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมามีความเชื่อว่ายาดีคือยาราคาแพง ส่วยยาของบัตรทองคือยาราคาถูกไม่มีคุณภาพ เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สัดส่วนของการใช้ยาของคนไทยมากกว่าร้อยละ 40 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ ซึ่งสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ขณะนี้มีข้อมูลว่า คนไทยกินยาโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 1 ล้านเม็ด สำหรับการพัฒนาการให้บริการจะให้รวดเร็วขึ้น ผู้ป่วยนอกร้อยละ 80 จะได้รับบริการภายในเวลา 2 ชั่วโมง 50 นาที กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินจะได้รับบริการภายใต้นโยบาย 3 เร็ว 2 ดี มีระบบช่องทางพิเศษจัดบริการผู้สูงอายุ พระภิกษุ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่นมะเร็ง โรคหัวใจ ต้อกระจก จะรอคิวรักษาไม่เกิน 3 เดือน โดยกระทรวงสาธารณสุข จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาเชื่อมโยงข้อมูลบริการระหว่างสถานพยาบาลเครือข่าย ส่วนการจัดการโรคเรื้อรังร้อยละ 80 ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับการคัดกรอง ค้นหาเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง อีกทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงและการสร้างเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ************** 14 กุมภาพันธ์ 2555Normal 0 false false false EN-US X-NONE TH MicrosoftInternetExplorer4 /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:ตารางปกติ; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-qformat:yes; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:"Calibri","sans-serif"; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-fareast-font-family:"Times New Roman"; mso-fareast-theme-font:minor-fareast; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-font-family:"Cordia New"; mso-bidi-theme-font:minor-bidi;}
กระทรวงสาธารณสุขพร้อมจับมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกตรวจสถานบริการนวดเพื่อสุขภาพ หากพบมีการขายบริการทางเพศแอบแฝงจะดำเนินคดีอย่างไม่ละเว้น เผยขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่างพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ บังคับสถานประกอบการเพื่อสุขภาพหรือนวดเพื่อสุขภาพ (สปา) ทุกแห่งต้องขึ้นทะเบียนรับอนุญาตจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเท่านั้น หากไม่ผ่านจัดเป็นสปาเถื่อน
จากกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย นำคลิปวิดีโอภายในอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ย่านสำโรงใน จ.สมุทรปราการ มาแสดงต่อสื่อมวลชน ว่า มีสถานบริการลักลอบให้หญิงสาวมาค้าประเวณี นอกจากนี้คลิปยังแสดงให้เห็นถึงการลักลอบขายบริการที่ย่านรามอินทรา และถนนเพชรบุรีใกล้กับพรรคเพื่อไทย ขณะนี้มีโสเภณีในประเทศไทยกว่า 1 ล้านคนและใน 1 ล้านคนมี 10 เปอร์เซนต์เป็นโสเภณีเด็ก หรือประมาณ 1 แสนคน โสเภณีเพิ่มมากขึ้นเท่าไร อบายมุขก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ของผู้ติดเชื้อเอดส์ จากสถิติพบว่าผู้ที่มีอายุระหว่าง 20-39 ปี เป็นกลุ่มที่มีการติดเชื้อเอดส์มากที่สุด 33 เปอร์เซนต์ ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ การค้ามนุษย์ เรื่องนี้รัฐบาลไทยไม่สนใจนั้น
ความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าววันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2555) นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในเรื่องของการป้องกันแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์จากการขายบริการทางเพศ กระทรวงสาธารณสุข มิได้นิ่งนอนใจ จะดูแลเรื่องดังกล่าว โดยจะร่วมมือกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพบูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าทำการตรวจสอบสถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่มีหญิงขายบริการ โดยเฉพาะสปาที่มีบริการนวดเพื่อความงาม นวดผ่อนคลาย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ จะต้องไม่มีบริการขายบริการทางเพศแอบแฝงอย่างเด็ดขาด หากพบจะดำเนินการจับกุมดำเนินคดี และปิดสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ดังกล่าวตามกฎหมายโดยไม่ละเว้นใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้รับบริการมั่นใจว่าเมื่อไปใช้บริการแล้ว จะได้บริการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ไม่เป็นธุรกิจแฝงการค้าประเวณี ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าใจผิดได้
ด้านนายแพทย์สมชัย ภิญโญพรพานิชย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ปัจจุบัน มีสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและขึ้นทะเบียนจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 1,436 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น ซึ่งกรมสบส. ได้ยกร่างพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพนวดเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อเสริมสวย หรือที่เรียกว่าสปา เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะบังคับให้สถานประกอบการเพื่อสุขภาพทุกแห่งต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเท่านั้น หากไม่ผ่านการรับรองจะถือว่าเป็นสถานบริการเพื่อสุขภาพเถื่อนตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยต่อไปกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะส่งร่างเข้าสู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ความเห็นชอบ และจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายทันที หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะทำให้กรมสบส.สามารถจัดระเบียบสถานประกอบการเพื่อสุขภาพได้อย่างชัดเจนตามเจตนารมณ์ในกฎหมายดังกล่าว
************************* 13 กุมภาพันธ์ 2555
คนไทยขึ้นชื่อดื่มเหล้ากลั่นมากอันดับ 5 ของโลก ค่าเฉลี่ยดื่มคนไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 9 เท่าตัว
วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2555) ที่ศูนย์ประชุมอิมแพคเมืองทองธานี นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายเดเร็ค รูเทอร์ฟอร์ด ( Mr. Derek Rutherford ) ประธานกรรมการเครือข่ายแอลกอฮอล์ระดับโลก(GAPA) นายแพทย์อลา อัลแวน ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านโรคไม่ติดต่อและสุขภาพจิต ( Dr. Ala Alwan:Assistant Director-GeneralNon communicable Diseases and Mental HealthWHO) เปิดประชุมนโยบายแอลกอฮอล์ระดับโลก (Global Alcohol Policy Conference : GAPC) ภายใต้หัวข้อ “จากแผนยุทธศาสตร์ระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับชาติและท้องถิ่น”ซึ่งเป็นการจัดประชุมครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-15กุมภาพันธ์ 2555 มีนักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาชน ภาคสาธารณสุข ภาครัฐ นักรณรงค์ และสื่อมวลชนจาก 59 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุมกว่า 1,200 คน นายวิทยากล่าวว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญ ในการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ ปัญหาการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามแนวทางของแผนยุทธศาสตร์ระดับโลก เพื่อลดปัญหาและอันตรายจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Global Strategy to Reduce Harmful Use of Alcohol endorsed) หรือที่คนไทยเรียกติดว่า น้ำเมาของทุกประเทศทั่วโลก ให้ลดน้อยลง สร้างสังคมโลกที่ปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุมีประชากรทั่วโลกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 2,000 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรโลก เฉลี่ยดื่มคนละ 6.13 ลิตร ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันตรายและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคในประชากรทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามากกว่า 60 โรค เช่น เป็นสาเหตุเกิดโรคตับแข็งสูงถึงร้อยละ 20-50 โรคติดต่อที่สำคัญ เช่น การเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ วัณโรค รวมทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอาทิ เบาหวาน โรคหัวใจ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ปีละ 2,500,000 คน
สำหรับไทย พบว่าคนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับที่ 40 ของโลก โดยเฉพาะเหล้ากลั่นดื่มมากเป็นอันดับ 5ของโลก โดยมีผู้ที่อายุ15ปีขึ้นไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 16.2ล้านคน เฉลี่ยดื่มคนละ 58ลิตรต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 9 เท่าตัว ซึ่งแอลกอฮอล์เป็นต้นเหตุการณ์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรถึงร้อยละ 90 โดยมีผู้เสียชีวิต 26,000 คนต่อปี ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งประเทศไทยมีประสบการณ์และความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 12 ฉบับ เช่น กฎหมายจำกัดสถานที่-เวลาดื่ม อายุผู้ซื้อ ล่าสุดคือพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และไทยพร้อมร่วมผลักดันให้มีมาตรการควบคุมแอลกอฮอล์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยการบรรยายและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ จากวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมีหัวข้อการนำเสนอซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญในฐานะเป็นแผนยุทธศาสตร์ระดับโลกตลอดทั้ง 3วัน ได้แก่ 1.อันตรายที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งตัวผู้ดื่ม เศรษฐกิจ และสังคม ฯลฯ 2.โอกาส ศักยภาพ และความร่วมมือในการจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในด้านต่างๆ เช่น การนำยุทธศาสตร์แอลกอฮอล์ระดับโลกไปปฏิบัติ การผลักดันการจัดการปัญหาการบริโภค
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นนโยบายทางการเมือง บทบาทของภาคประชาสังคมในแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่และระดับชาติ เป็นต้น และ 3.แนวทางการจัดการปัญหาแอลกอฮอล์เช่น ปัญหาการดื่มแล้วขับ นโยบายแอลกอฮอล์และการเปิดเสรีของระบบตลาด การรักษาผู้ติดเหล้า การเข้าถึงระบบการบริการด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรม 3 รูปแบบ ระหว่างการประชุม ได้แก่ 1. การศึกษาดูงาน การป้องกันและการควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย 6 แห่งคือ1.ชุมชนสันติอโศก เป็นชุมชนปลอดเหล้าและวิถีแนวพุทธ 2.ชุมชน หลังไปรษณีย์สำเหร่ เป็นชุมชนลดเลิกเหล้า คนต้นแบบเลิกเหล้า 3.ตลาดน้ำคลองลัดมะยม รูปแบบที่พ่อค้าแม่ค้ารวมใจปฏิบัติตามกฎหมาย 4.โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ศึกษาการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา กิจกรรมกลุ่มนิรนาม 5.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศึกษาฐานข้อมูลการเรียนรู้เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด และ6.บริษัทเอเชีย พรีซีชั่น จำกัดบริษัทต้นแบบพนักงานปลอดเหล้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ในด้านนโยบายแอลกอฮอล์2.การจัดลานกิจกรรมการแสดงของเยาวชน เช่น ละครต้านเหล้า หมอลำกลอนปลอดเหล้า การจัดแสดงวัฒนธรรมปลอดเหล้า เช่น บุญสงกรานต์ บุญบั้งไฟ งานแข่งเรือ งานลอยกระทง และ 3.การเสวนาของผู้ที่มีประสบการณ์การรณรงค์ทางวัฒนธรรม (Culture campaign) ในเรื่องวิธีการรับมือกับทุนอุปถัมภ์ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความพยายามการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมให้ยากต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และประการสำคัญจะมีการร่วมประกาศปฏิญญาในการสนับสนุนการนำยุทธศาสตร์โลกในการจัดการปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปสู่ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
******************************** 13 กุมภาพันธ์ 2555